ครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตกับการ “จัดฟัน+ผ่าตัดขากรรไกร”

นอกจากเรื่องกิน และ เที่ยว น้อยครั้งมากที่ผึ้งจะแชร์เรื่องราวในชีวิต ที่มีช่วงหนึ่งในชีวิตที่ต้องกลายเป็นมัมมี่ พูดไม่ได้ กินอะไรแทบไม่ได้ น้ำหนักหายไป 8 กิโล พร้อมสร้างความฮือฮาที่ทำให้หลายคนที่ติดตามถึงกับถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต วันนี้แหละ จะเป็นเรื่องราวพลีชีพ ที่อยากบอกเล่า เตือนสติ แนะนำ หรืออะไรก็ตามแต่ให้อ่านกัน

 

จุดเริ่มต้น


จุดเริ่มต้นของการจัดฟันเราเริ่มตั้งแต่ 3-4 ปีที่แล้ว (ปัจจุบันปี 2017) เราไปหาหมอฟันมา 2 คลินิคเขาก็แนะนำให้ผ่าตัดขากรรไกรดีกว่า เพราะฟันไม่สบกันปกติ (นิดเดียวจริงๆ) หมอฟันประจำบอกว่านิดเดียว 55+ ตอนนั้นก็หาข้อมูลแหละ เห็นราคาก็แอบช็อคเป็นแสน !!! ด้วยความว่าเป็นเด็กก็เลยคิดว่างั้นไม่ทำดีกว่า แต่ก็อ่านไปถึงผลดีผลเสียของการทำ และ ไม่ทำ งั้นตัดสินใจทำก็ได้

เราก็หาข้อมูลว่าคนส่วนใหญ่เขาทำกันที่ไหน ตอนนั้นการศัลยกรรมแบบเกาหลีไม่ได้ฮิตมาก ไม่ได้มีรายการแบบ Let me in ที่ทำให้คนไทยรู้จักการศัลยกรรมมากมาย การทำอะไรแบบนี้จึงมีอยู่ตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ เราขอเน้นรัฐบาลนะ ที่เราไปลงชื่อรอจัดฟันมี 3 ที่คือ ทันตะจุฬา ทันตะมหิดล และ ทันตะธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ก็ทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้องทุกที่แล้วก็ใช้ชีวิตปกติจนเรียนจบ ทันตะจุฬาเป็นที่แรกที่ส่งไปรษณียบัตร กลับมาให้เราไปเริ่มจัดฟัน ซึ่งมหิดลมาช้ากว่า 2 อาทิตย์ได้ ส่วนธรรมศาสตร์นี่อาจเพราะยื่นช้าสุดก็เลยโทรไปบอกเขาว่าได้ที่จัดแล้วค่ะ เขาจะได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการติดต่อเรา

ช่วงนั้นก็เริ่มทำงานที่แรกในชีวิตนั้นแหละ ลางานง่าย สบายๆ การกลับมาที่นี่เหมือนเริ่มใหม่อีกครั้งเลย เพราะถ้าใครเคยรู้การมาทำบัตรที่ทันตะจุฬา ยังไงเราก็ต้องโดนสอบประวัติ จากนักศีกษาทันตะ ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ก็เหมือนโดนสอบถามเหมือนเดิมเพียงแต่จะเปลี่ยนเป็นแพทย์ที่เขาจะรักษาเราประจำนั้นก็คือ ทพ. เบญจพล รักษ์วงศ์ (ขออนุญาตคุณหมอแล้ว) ผู้ที่ต้องคอยดูแลเคสเราตั้งแต่ต้นจนจบ โดยมีอาจารย์ กนก สรเทศน์ (ท่านเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่คอยสอนคุณหมออีกที)

โมเดลจำลองการผ่า ขาบนจะถูกแบ่งเป็น 3 ชิ้น ข้างล่างจะตัดและถอยเข้่า

การจัดฟันเป็นไปได้ด้วยดี เพราะเราไม่เคยขาด และ ปฎิบัติตามคำสั่งที่คุณหมอฝากไว้ทำให้ฟันมันก็เรียงเร็ว ตามจริงควรผ่าได้ตั้งแต่ตุลาคม 2016 แล้วแต่ตอนนั้นเราคิดว่าเรายังไม่มีตัง 55+ เลยขอจองคิวผ่ายาวมา มีนาคม 2017 เป็นการจัดฟันที่ยาวนานมาก เพราะคุณหมอแค่ Maintain มันไว้ให้พร้อมรอผ่า

องศาของฟันจะเหยินมากค่ะ 55+ เหยินแบบนี้ไป 3 ประเทศนะช่วงนั้นเป็นอะไรที่ต้องเข้มแข็งมาก

ช่วงเวลาก่อนผ่าจะมีการนัดปรึกษากับอาจารย์ที่จะผ่า ซึ่งอาจารย์ที่ดูแลเคสเราเป็นอาจารย์ปาหนัน ศาสตรวาหา ท่านเป็คนที่มีฝีมือการผ่าระดับเทพ และอธิบายอะไรเข้าใจง่ายเห็นภาพ ที่สำคัญท่านละเอียดในเรื่องของรายละเอียดมาก อย่างเคสเราท่านบอกเลยว่าน้องเป็นผู้หญิงไม่อยากให้ยิ้มกว้างเกินไป จึงขอให้คุณหมอจัดฟันแก้องศาฟันให้เป็นมุมที่ท่านต้องการ เพื่อผ่ามาแล้วจะได้พอดี ช่วงนั้นก็ได้ความประมาณนี้

 

1 เดือนก่อนผ่า


ช่วงเวลานี้จะมีการมาโรงพยาบาลถี่ขึ้นหน่อย ทางคุณหมอจัดฟันเองก็จะเตรียมพิมฝัน เพื่อสร้างโมเดลการผ่า ผ่าแล้วจะได้แบบไหน ปรึกษาทางแผนกศัลยกรรม ตอนนี้เราต้องพบทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งการจัดฟัน และ ฝั่งศัลยกรรมของทางทันตะจุฬา เอาเป็นว่าช่วงเวลานี้ส่วนใหญ่ทางแผนกศัลยกรรมจะดูแลเรามากกว่า โดยแพทย์ประจำบ้าน (แพทย์ที่จบแพทย์แล้วแต่เรียนเฉพาะทาง) ด้านนี้

สิ่งที่เราต้องทำในช่วงนี้คือการดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ให้ตัวเองป่วย เราจึงออกกำลังกาย และ ทานอาหารเสริมเยอะมากหมดค่าอาหารเสริมไป 6 พันได้ช่วงนั้น คือซื้อเตรียมไว้ วิตามินซีไม่ให้ป่วย วิตามินรวมเพื่อช่วยเรื่องการ recover น้ำมันปลาก่อนผ่าตัดต้องงดเด็ดขาดเพราะเลือดอาจไหลไม่หยุด แต่ผ่าเสร็จควรทานเพราะแก้อักเสบ แผลสมานเร็วได้

วิ่งๆ สังเกตฟันดีๆ 55+

สิ่งที่ต้องทำถัดมาคือการไปเตรียมตัวเก็บเลือด โดยเราผ่าขากรรไกรทั้ง 2 ข้าง (ล่าง-บน) จึงต้องไปผ่าที่โรงพยาบาลตำรวจ ต้องติดต่อทำบัตรต่างๆเพื่อเตรียมเป็นผู้ป่วยใน เจาะเลือดตรวจโรค จองห้อง อะไรให้เรียบร้อย ความพีคคือ1 อาทิตย์เราเก็บเลือด 2 ถุงด้วยความที่เกร็ดเลือดต่ำ เลยต้องลุ้นกันพอสมควรว่าจะเก็บได้ไหม สรุปรอด !!! อีกเรื่องที่อยากเตือนคือ อย่าทำตัวสุ่มเสี่ยงในช่วงจะเก็บเลือด เช่นไปในประเทศที่มีการระบาดโรคบางอย่าง

 

1 อาทิตย์ก่อนผ่า


จะถามว่าตื่นเต้นไหม ตอบเลยว่าตื่นเต้น ช่วงนั้นจะอธิษฐานเยอะหน่อย (เราเป็นคริสต์) ให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่ช่วงนั้นงานเยอะมาก เยอะแบบทำเราแทบไม่ได้นอน และมีการนัดจากทีมแพทย์ถี่มากช่วงนี้

มีการวัดทุกอย่างกับทางทีมแพทย์ที่จะศัลยกรรม วัดฟันอย่างจริงจังว่ามีแกนกลางยังไง องศาของการอ้าปากปัจจุบันเป็นยังไง เบ้าหน้า !!! อันนี้ไม่ขำ คือเบ้าตาจริงๆว่าแบบห่างจากจุดนี้กี่เซนติเมตร เพราะความยากของเคสเราคือขากรรไกรต้องเคลื่อนทั้งบนและล่าง จุดที่ใช้อ้างอิงว่าขากรรไกรควรเคลื่อนมาถึงไหนจึงไม่มี อย่าเรียกว่าไม่มีให้เรียกว่าเป็นไปได้ยาก 55+

 

1 วันก่อนผ่า


ตามตารางการผ่าตัดต้องผ่าเวลา 09:00 ของวันที่ 23 มีนามคม 2017 ดังนั้นเราต้องมาแอดมิดวันที่ 22 มีนาคม 2017 เราเลือกนอนแบบห้องรวมเพราะกฎของโรงพยาบาลตำรวจต้องมีคนเฝ้า 24 ชั่วโมงซึ่งไม่มีใครว่างทำได้ขนาดนั้นเลยนอนรวม ก็จะตื่นเต้นเล็กน้อย แต่เราชอบวิวที่นี่นะมันสวยดี นั่งมองรถไฟฟ้าวิ่งไปวิ่งมาทั้งวัน มันจะตื่นเต้นหน่อยเพราะไม่เคยนอนรวมกับใคร ไม่คุ้นชิน

ช่วงนี้ทีมแพทย์ประจำบ้านก็จะมาชวนคุยนู่นนี่นั้น ว่าไม่ต้องกลัวนะทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี มีข้อสงสัยอะไรไหม ผ่าเสร็จแล้วจะเป็นยังไง ก็พลัดกันเดินมาคุย มีวิสัญญีเดินมาคุยน้ำหนักส่วนสูง และ คำถามที่ว่าต้องการฟื้นมาช่วงไหน ช่วงห้องพักฟื้น หรือ ICU คือเราเคยอ่านว่าแบบมาฟื้นที่ ICU จะดีกว่า (ซึ่งแม่นจริงแพทย์วิสัญญีเก่งมาตรงเวลาเดะ) ทีมประกันของ AIA เดินมาคุยซึ่งเคสเราเบิกไม่ได้เพราะถือเป็นโรคที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เบิกประกันสังคมก็ไม่ได้เช่นกันนอกจากจะมีประกันสังคมที่นี่ เน้น !!!

คุณหมอฝากยานอนหลับไว้ 1 เม็ดกันเราตื่นเต้น แต่เราไม่ได้กินหรอกเพราะเราไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้เท่าไร คืนนั้นหลับสบายดี อาจจะแปลกที่บ้างแต่ก็หลับสบาย Zzzz..

 

วันที่ผ่าก็มาถึง


เราตื่นเช้ามากแบบไม่เคยเป็นมาก่อน 06:00 รีบตื่นมาอาบน้ำสระผม เพราะคงอีกนานกว่าเราจะได้อาบน้ำ ช่วงจังหวะนั้นคุณหมอก็แวะมาหาอีกแหละ มาถามความพร้อม แต่เราอาบน้ำอยู่ เลยฝากพยาบาลดูแล จะถอยตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วนะถ้าไม่อยากผ่า 55+ เราต้องเปลี่ยนชุดเป็นชุดผ่าตัดที่จะแบบเหมือนไม่ได้ใส่อะไรนั้นแหละ งดน้ำงดอาหารปกติ

หลังจากอาบน้ำ พร้อมเปลี่ยชุดผ่าตัด

แล้วก็มีทีมมาเข็นเราไปที่ห้องผ่าตัดมันจะดูวุ่นวายหน่อย เมื่อมาถึงหน้าห้องผ่าตัด เราจะมีการแต่งตัวใหม่หมายถึงว่าจะมีถุงเท้าคลุมเท้า จะมีผ้ามามัดผม อากาศจะเย็นมาก แล้วเราก็ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด พร้อมเคลื่อนตัวเองขึ้นเขียง ไฟสว่างจ้ามาก มีคนเต็มห้องผ่าตัด อาจารย์ปาหนันยังไม่มา แต่ทีมแพทย์ประจำบ้านจะเริ่มให้ก่อน แล้วก็จะมีเครื่องจับชีพจร สายต่างๆเต็มตัว และคำสุดท้ายที่ได้ยินคือ จะฉีดยาสลบแล้วนะคะ จากนั้นบริเวณที่ยาเข้าจะแสบๆ และปวดเข้ากระดูกบริเวณนั้นแล้วเราก็หลับไป

เรามามีสติอีกทีก็ตอนที่อยู่ ICU แล้วในห้อง ICU ก็เปิดโทรทัศน์ดังมากตอนนั้นประกาศผล The mask singer ผู้ชนะคือ หน้ากากทุเรียน คิดดูสิ ว่าเขาจะประกาศ ก็ 3-4 ทุ่มแล้วนี่เราใช้เวลาในห้องผ่าตัดกันประมาณ 12-13 ชั่วโมงได้ ตอนนั้นเรามีสติทุกอย่าง ไม่มีการเมายาสลบ ไม่เจ็บ อะไรเลย คืนนั้นจะมีคนเฝ้าเราตลอด นั่งเฝ้า และมีนักศึกษาแพทย์ที่ผ่าเรามาคอยดูอาการ เพราะเขากังวลเรื่องเสียเลือด คุณหมอบอกว่าเสียเลือดไปเยอะมากแทบหมดตัว เขาจิกเล็บเราดูมันก็ซีดนั้นแหละ ก็เลยมีการเบิกเลือดถุงที่ 2 มาใช้

ความทรมานในห้อง ICU ก็คงเป็นเรื่องของการให้เลือด และ การดูดเลือดพร้อมเสมหะ ออกจากคอ ห้อง ICU ที่นี่จะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าตลอดเวลาแบบตัวต่อตัว เวลาที่เขาจะให้เลือดเขาก็ต้องมาขอเจาะเลือดเราก่อนเพื่อไปเช็คว่าตรงกับถุงที่จะให้ไหม (เลือดเราเอง) แล้วเจาะยากเส้นหายก็ต้องหาเส้นกันไป แขนพรุนไปข้าง ส่วนช่วงทรมานอีกเรื่องคือการใช้เครื่องบางอย่างดูดเลือด และ เสมหะออกจากคอ โอ้ยจะเป็นจะตายเหมือนคนจมน้ำ เหมือนปอดจะหลุดมาพร้อมเลือด เครื่องจับหัวใจเราเต้นใหญ่เลย 55+ เจ้าหน้าที่ถามว่าหนูเหนื่อยใช่ไหม หัวใจเต้นใหญ่เลย

การนอนใน ICU ครั้งนี้ต้องขอบคุณพี่ท่านนึง เราจำชื่อได้ว่าพยาบาลที่นี่เรียกว่าพี่ Alex เขาจะคอยดูแลเรา เปิดเพลงให้ฟัง มีการบอกด้วยนะคนไข้จะได้ฟื้นเร็ว อาบน้ำให้ ดูแลดีมากรวมทั้งการเคลื่อนเราไปส่งที่ห้องธรรมดา รู้สึกซาบซึ้งมาก

 

ออกจาก ICU


คงเป็นครั้งแรกที่เราเห็นหน้าตัวเองหลังผ่า คนมาเห็นเขาตกใจน้ำตาคลอ คนไข้เตียงรอบข้างก็สงสัยกันใหญ่ไปทำอะไรมา แล้วแบบมันบวมมาก เราก็เลยเปิดกล้องหน้าตัวเองน้ำตาไหลพราก เย็นวันนั้นอาจารย์ปาหนันมาดูอาการ พร้อมตัดผ้าที่พันหัว และมัดผมทรงใหม่ให้ เราจะได้สบายตัวอยู่แบบนี้นานขึ้น พร้อมบอกเราคำแรกเลยคือ หนูต้องฝึกหายใจเยอะๆนะ เพราะเราผ่าตัดนานปอดมันจะอ่อนแอ ต้องฝึกหายใจลึกๆ

เป็นเรื่องจริงที่เราไม่สามารถหายใจได้ลึก ! ก็ต้องฝึกหายใจลึกๆวันล่ะ 10-20 รอบเป็นเดือนกว่าจะปกติได้ ส่วนชีวิตในโรงพยาบาล 7 วันก็เป็นอะไรที่เราลืมไม่ลงเช่นกัน มันเหมือนจะวุ่นวาย สำหรับใครที่เคยนอนโรงพยาบาล แบบที่ไม่สามารถลุกเดินได้ แล้วจำเป็นต้องสวนกระเพราะปัสสาวะ นี่แบบเป็นอะไรที่ทรมาร เป็นตำนานเล่าขานมาก 55+

บางวันเราลุกไปอาบน้ำเอง แล้วสายน้ำเกลือหลุดเลือดสาดเต็มห้องน้ำเลย พยาบาลถึงกับตกใจ ทำอะไรก็ไม่ถนัดพูดด็พูดไม่ได้ ต้องพิมใส่มือถือแล้วให้พยาบาลอ่านเอา วันที่สองเราต้องเริ่มประคบเย็นแล้ว ก็ประคบกันทั้งวันเลย เพราะไม่มีอะไรทำ แล้วก็อีกเรื่องที่คุณหมอจะเน้นคือ การแปรงฟัน เน้นว่าต้องใช้แปรงสีฟันเด็ก เท่านั้นเพราะปากยังอ้าไม่ได้มากต้องซื้อมาเตรียม

ความยากในวันถึงสองวันแรกนั้นคือการกิน เพราะเรากินได้น้อยมากจนน่าตกใจ เป็นเพราะปากชาไปหมด ทำให้กินอะไรก็เลอะไปหมด กินโจ๊กแค่ 2-3 คำก็นอนต่อ คุณหมอสั่งไข่ลวก แต่โรงพยาบาลไม่มีเลยเป็นไข่ต้มแทน ก็กินไม่ได้ตามระเบียบ ดำรงชีพด้วยไมโล 1-2 กล่องต่อวัน ก็เลยต้องพึ่งพาน้ำเกลือ

ถ้าพบอาการผิดปกติต้องบอกคุณหมอทุกเรื่องนะ เพราะจะได้สบายใจกันทั้งสองฝ่าย

อย่างเรา ช่วงเวลาเดิมในทุกๆวัน จะรู้สึกชา ยุบยิบๆ บริเวณจมูก และ เพดานปาก น้ำตาไหล จมูก แก้มบวมเต็งเหมือนลูกโป่ง ตอนแรกคุณหมอนึกว่าแพ้ยา แต่ตามจริงแล้วร่างกายเราอยู่ในลักษณะของการ Heal ตัวเองมากกว่า อาการจะเป็นประมาณนี้ บริเวณที่ถูกผ่ามันจะชา ยุบยิบไปหมด ร้อนผ่าวบ้าง บวมเหมือนจะระเบิดบ้าง หายใจไม่ถนัดบ้าง ทุกคืนก่อนนอนพยาบาลจะจะมาหยอดยาที่จมูกให้ทุกคืน

 

ช่วงมัดฟัน (3 วันหลังผ่า)


ตามจริงมีคำเตือนจากแพทย์ประจำบ้านมาช่วงวันสองวันแล้ว ว่ากินเยอะๆนะจะได้หายไวๆ อยากกินอะไรให้รีบกิน เพราะเดี๋ยวจะกินไม่ได้อีกนาน แล้ววันนั้นก็มาถึง การมัดฟัน ถือเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดในชีวิต

สภาพตามภาพที่เห็นเลย ที่จมูกเป็นรอยจากการสวมเครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานาน คุณหมอให้ทายารักษาปกติ รวมทั้งแผลรอบริมฝีปากที่ตามภาพนี่ดีขึ้นแล้ว เน้นว่าดีขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่ต้องโฟกัสคือฟัน เขาจะเอาฟันบนประกบฟันล่างสบกันตามที่แพทย์วัดไว้ แล้วก็เอายางหรือลวดนี่แหละรัดไว้ แปลว่าฟันบนกับฟันล่างของเราจะติดกันไปแบบนี้อีกนาน

เราสามารถกินได้แค่ของเหลวที่ผ่านปากแล้วกลืนเลย ถ้าโจ๊กข้นๆเราก็กินไม่ได้นะ เน้นว่าต้องเหลวแล้วผ่านปากไป โดยเพื่อนก็ช่างแสนดีที่อุตส่าซื้อบะหมี่เจ้าดังย่านสีลมมาฝาก โดยให้เรากินน้ำ ส่วนนางกินเนื้อกับเส้น แล้วคืนนั้นเองเราก็พบอีก 1 ปัญหาที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นอะไร กลางดึกมีน้ำปนเลือดไหลออกจากจมูก

แล้วจะหายใจไม่ออกทุกครั้งที่อยู่ในอากาศเย็นๆ ช่วงเวลา 4 โมงเย็นเราเลยชอบออกมาเดินข้างนอกห้องผู้ป่วย เพราะช่วงเวลานั้นแอร์ในห้องผู้ป่วยจะเย็นมาก เราหายในไม่ออกจนมีวันนึงพยาบาลต้องโทรบอกคุณหมอว่าคนไข้เป็นอะไรไม่รู้ หายใจไม่ออก แต่ตอนนั้นพวกเราทุกคนยังไม่เอะใจ

เรื่องของการกินคุณหมอจะมีอุปกรณ์พิเศษ อย่างกับโดเรม่อน ที่แบบคนเห็นช่วงเวลากินข้าวของเราทีไรก็จะสลดใจ เพราะเขาจะให้สลิงอันใหญ่มาโดยที่ปลายสลิงจะมีสายยางเล็กๆที่ต่อ เพื่อให้ลงลึกในปากได้ยิ่งขึ้น แล้วหน้าที่เราคือต้องหารูที่น้ำสามารถผ่านได้สะดวก (ช่องฟัน) ในปากเราจะมีช่องนั้นแน่ๆ หน้าที่เราคือต้องหาให้เจอ แล้วฉีดของเหลวเข้าไป !!!

ต้องขอบคุณผู้คิดนวัตกรรมแบบนี้ขึ้นมา เราก็อยู่โรงพยาบาลจนชิน ไม่มีอะไรทำ พูดไม่ได้ กินไม่ได้ ชีวิตก็ผ่านไปวันๆ จังหวะที่หิวสุดชีวิต แต่ทำได้เพียงกินน้ำต้มจืด เต้าหู้ที่แถมมาก็ทิ้ง จังหวะที่หิวมากๆ กินได้แค่น้ำไมโลกล่อง ชีวิตมันก็แค่นี้ โคตรรู้ซึ่งถึงคุณค่าของชีวิต จนคุณหมอบอกว่าจะสามารถกลับบ้านได้แล้วนะ (อาการเรามันยังออกแนว 3 วันดี 4 วันไข้) เราก็ต้องกล้าที่จะสู้ พอใจสู้ ก็จะสามารถดำรงชีพได้

คืนวันสุดท้ายเกิดเรื่องตื่นเต้น เนื่องจากห้องที่เรานอนเป็นห้องที่คนส่วนใหญ่จะผ่านการผ่าตัดมา บ้างคนจะเดินไม่ได้เพราะผ่าขา บางคนต้องนอนเฉยๆ เพราะกระดูกสันหลังหัก คือเห็นแล้วทรมานแทน ส่วนเราหรออยู่ดีไม่ว่าดีกลายเป็นคนพูดไม่ได้ กินไม่ได้ แต่เดินสบาย เลยรับหน้าที่ดูแลคนในห้อง (ราวกับหัวหน้าห้อง 55+)

คุณยายเตียงตรงข้ามเป็นอะไรไม่รู้หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก เขาก็มีท่าทีไม่ไหว เราก็พูดไม่ได้เราก็เลยกดกริ่งเรียกพยาบาล แล้วแบบชี้ๆไปที่ยาย แล้วพยาบาลก็มาที่นี่ต่อเครื่องช่วยหายใจ เครื่องวัดชีพจร เครื่องอะไรไม่รู้เข็นมาต่อ แล้วรอหมอฉุกเฉินที่นานเหมือนกันกว่าจะขึ้นมาถึง เตียงข้างๆถุงปัสวะรั่ว อีกคนก็จะเปลี่ยนช่องทีวี วุ่นวายกันมากกว่าจะได้นอน 55+ (นี่เข้าใจอาชีพพยาบาลแล้ว)

 

วันที่ 7 แล้ว ออกจากโรงพยาบาลได้


ตื่นอาบน้ำแต่เช้าด้วยความดีใจ เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย แล้วพยาบาลก็มาบอกว่าไปใส่ชุดโรงพยาบาลก่อน รอทางโรงพยาบาลเซ็นให้ออกได้ก่อนค่อยใส่ชุดธรรมดา (คนบ้าเห่อมันเป็นแบบนี้แหละ) ค่าเสียหายจากการผ่าตัด 104,156 บาท (29 มีนาคม 2560) เป็นเคสผ่า 2 ขากรรไกร ที่โรงพยาบาลตำรวจ นอน ICU 1 คืนและห้องธรรมดา 6 คืน

อุปกรณ์ดำรงชีพทุกด้าน ยาต่างๆ วิตามินที่ต้องกินทางโรงพยาบาลตำรวจจัดมาให้ครบ แล้วเราก็เดินข้ามไปที่ ทันตะจุฬา เพื่อไปจ่ายค่าเสียหายที่ทางทีมแพทย์ขนอุปกรณ์มาผ่าที่โรงพยาบาลตำรวจประมาณ 9,000 บาทรวมทั้งไป X-lay ด้วยให้คุณหมอตรวจก่อนกลับบ้าน สิ่งที่ค้นพบอีกอย่างคือ น้ำลายเราจะไหลตลอดเวลา 

 

การใช้ชีวิต 1 เดือนหลังจากผ่าตัด


อย่างเคสเราลางานเพียง 7 วัน โดยหัวหน้าอนุญาตให้ทำงานอยู่ที่บ้านได้ (เราเป็นโปรแกรมเมอร์) ต้องมีงานส่งเรื่อยๆ การกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านส่วนใหญ่แล้วก็จะนอนเพราะนั่งไม่ได้น้ำลายจะไหล เลยขอแชร์การดูแลตัวเองจ้า

อาหารการกิน (ช่วงมัดฟัน)

อาหารหลักอย่างเป็นทางการเลย จะเป็นอาหารเสริม Ensure ที่หาซื้อยากเลยสั่งจาก Lazada บ้างหรือร้านขายยาแถวบ้านบ้าง ราคากระป๋องล่ะเกือบ 300 บาทได้ ข้อดีคือมันจะคล้ายน้ำฉีดเข้าคอไปเลย เพราะเราโดนมัดฟัน เคี้ยวอะไรไม่ได้แน่นอน ในช่วงเวลาแบบนี้อย่าพยายามกินอะไรที่มีเศษอาหาร มันจะไปติดข้างในแล้วทำความสะอาดยาก

ส่วนใครเบื่อ Ensure แล้วมีแม่ที่ขยันทำอาหารเหมือนแม่เรา แนะนำให้ใช้ข้าวต้มกับน้ำกระดูกหมู ข้าวต้องละเอียดเป็นน้ำห้ามหนืด เพราะจะกลืนไม่ได้ มันต้องเหลวเป็นน้ำ อาจจะใส่เห็ดหอม ใส่ผักบางอย่างให้หอม แล้วจะทานเยอะขึ้น ถ้าออกไปห้างก็หาชาอร่อยๆกิน แนะนำชาสมุนไพร เจียวกู่หลาน เพราะช่วยร่างกายฟื้นเร็ว

อาหารการกิน (หลังมัดฟัน)

หลังจากที่ถอดหลวดที่มัดฟันออกแล้ว (เราโดนมัดฟัน 2 อาทิตย์) เราเข้าใจว่าจะกินได้แล้ว แต่ตามจริงคือไม่เลย !!! มันเหมือนเราไม่ได้ใช้การเคี้ยวมานานมาก ทำให้ไม่มีแรงที่จะเคี้ยวใดๆ อะไรเข้าปากก็พร้อมล่วงกรูออกมาแน่นอน สิ่งที่ต้องพยายามคือ พยายามออกแรงเคี้ยว

ออกแรงเคี้ยวไม่ได้ก็ อาศัยลิ้นดุนๆให้สิ่งที่กินเข้าไปมันแหลกแล้วกลืนได้ เมนูแรกเริ่มที่อยากแนะนำและไม่ติดคอแน่ๆก็พวก ไข่ตุ่น เต้าหู้หลอด หมูเด้งสับ เส้นใหญ่ เกี้ยมอี้ เมนูตามภาพที่เราเอาให้ดูเลย แม่เรานี่ขยันสุดๆ

ในบางวันเราจะแอบลองทานอะไรปกติ สักชิ้นนึง เช่นไก่ทอดที่ไม่แข็ง คือพยายามฝึกให้ขากรรไกรเรามีแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ควรเคี้ยวอะไรแข็งๆเลย เพราะหน้าเรามันยังแหลกทั้งหมด และ ถูกยึดด้วยหมุดต่างๆ สิ่งนี้อาจารย์หมอที่ผ่าตัดเป็คนเน้นย้ำหลังจากถอดการมัดฟัน

เมนูที่เราทานในช่วงแรกๆก็จะประมาณนี้เลย วนเวียนในแต่ละวัน ผลกระทบจากการกินแบบนี้คือ กลายเป็นคนไม่กินผัก แล้วระบบขับถ่ายจะไม่ดี ก็ต้องปรับตัวกันไป พอเราหายดีก็กินผักเหมือนเดิม จังหวะนี้ทำให้เราชอบกินไอศครีมด้วย 55+ เพราะมันอร่อยกินแล้วกลื่นๆ

การดูแลแผล


ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราจะดูแลความสะอาดของช่องปากเป็นพิเศษ อุปกรณ์ต่างๆจะซื้อไว้ 2 ชุดเอาไว้ที่ทำงาน และ บ้านอย่างละชุด และ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่จะเข้าไปติด เพราะฟันบนเราจะมีเพลตดามไว้ ซึ่งเราใส่แผ่นนี้ประมาณ 45 วัน หลังจากวันผ่าโดยก่อนเอาออกต้อง X-Ray ก่อน

 

การสังเกตตัวเอง

 

การใช้ชีวิตประจำวัน

53,593 total views, 77 views today