ค า ว า กู จิ โ ก ะ – หรือภูเขาไฟฟูจิไม่มีจ ริ ง?

ภูเขาไฟฟูจิ ทริปนี้เป็นทริปที่เดินทางต่อมาจาก โตเกียว 3 วัน 2 คืน ก่อนที่จะส่งผ่านตัวเองไปยัง เกียวโต 3 วัน 2 คืน และ เป็นอีกทริปที่ เดินทางคนเดียวยาวนานมาก ทำเอาคิดถึงบ้านเลยง่ะกับทริป

ญี่ปุ่น 9 วัน โตเกียว คาวากูจิ เกียวโต โอซาก้า โกเบ ครั้งแรก

รีวิวขอพูดถึงการตามหา “ภูเขาไฟฟูจิ ที่แสนขี้อาย” ให้อ่านกันค่ะ ตามจริงแล้วเราไม่ได้พบเจอหรอกค่ะ ภูเขาไฟที่ว่า เพียงแต่แค่ขอเก็บข้อมูลมาฝากกันเฉยๆก็ยังดี เพราะไปครั้งหน้าไม่พลาดแน่นอน รวมทั้งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่อยากแนะนำค่ะ ตามฉันมา ฉันจะพาไปชม

 

งบที่ใช้สำหรับเมืองนี้:

5,600 เยน หรือ ประมาณ 1,568 บาทไทย (ค่าเที่ยว 1 วัน)
อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 0.28 จ้า

2,500 Y – ค่ารถไฟจากชินจูกุ ไป คาวากูจิโกะ
2,300 Y – Retro R Coupon ค่ารถ เคเบิล เรือ ที่ทะเลสาป
   600 Y – ราเม็งที่สถานี
   200 Y – ขนมหนึบกับชาบนมุมมหาชน

เตรียมอะไรบ้าง

เตรียมวางแพลนการเดินทางโดยต้องรู้ว่ารถไฟต่ออะไร: Hyperdia

รายละเอียดบัสที่วิ่งรับส่งรอบทะเลสาป : คลิกที่นี่

 

 การเดินทางเริ่มแล้ว

จุดเริ่มต้นการเดินทางคือ ออกจากชินจูกุ ด้วยรถไฟรอบแรก

จุดเริ่มต้นการเดินทางคือ ออกจากชินจูกุ ด้วยรถไฟรอบแรก

ขอเท้าความกลับไปเมื่อคืน หลังจากที่ลุ้นมาก เพราะเมื่อคืนดันเจอเซอร์ไพร์ จองที่พักลืมดูว่ามันเป็น Mix dorm เลยลุ้นกันหนักหน่อยว่าคืนนี้จะได้นอนกับใคร เพราะช่วงเช้าไปเก็บกระเป๋า เจอผู้ชายคนเดียวนอนอยู่ แต่สรุปแล้ว

เมื่อคืนมี สามี ภรรยา คู่หนึ่ง มานอนที่ Mix dorm รู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัยขึ้นมาทันที

เช้ามาเลยต้องรีบออกจากที่พักตั้งแต่เช้ามืด เพราะว่าเราต้องมุ่งหน้าไปที่ ภูเขาไฟฟูจิ ที่อยู่นอกเมืองโตเกียว ซึ่งใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 1 ชั่วโมงกว่าๆ ถ้านั่งจาก ชินจูกุ น่ะ

กว่าจะมาถึงรถไฟ คาวากูจิ ต้องผ่านมาดังนี้

กว่าจะมาถึงรถไฟ คาวากูจิ ต้องผ่านมาดังนี้

โดยเราเลือกเดินทางด้วยรถไฟนั้น เพราะ เร็วที่สุดแล้ว ถ้าเทียบกับการนั่งบัสต่างๆ ประกอบกับเวลาก็สามารถควบคุมได้ โดยกว่าจะมาถึง รถไฟสายคาวากูจิโกะ นั้นต้องผ่านรถไฟถึงสองขบวนตามภาพข้างบนจ้า มีเรื่องเน้นย้ำ

การต่อรถไฟต้องมีความแม่นยำสูง เพราะมีเวลาต่อรถไฟแค่ 5 นาทีไม่งั้นต้องรออีก ครึ่งชั่วโมงขบวนถัดไปถึงจะมาอีก

เพราะเราก็โดนมาแล้วจ้า เกิดความสับสนไม่มั่นใจว่าต้องมาต่อสายนี้ที่ชานชลาไหน และ ซื้อตั๋วไม่เร็ว กระเป๋าติดตัวมาอีก เลยต้องแอบสโลไลต์ รอรถไฟ จุดนี้เองทำให้เราได้พบสองตายายที่น่ารัก เขาเป็นคนญี่ปุ่นน่ะ แล้วคอยบอกเรารอตรงไหน แล้วเขาก็คุยด้วยตลอดทาง แต่เขาพูดภาษาญี่ปุ่นน่ะ เราก็เดาๆ ยิ้มๆ ตอบๆ คุยกันนานรู้เรื่องเฉย

จุดนี้แหละค่ะที่เจอสองตายายชาวญี่ปุ่น คุยกันยาวๆ

จุดนี้แหละค่ะที่เจอสองตายายชาวญี่ปุ่น คุยกันยาวๆ

การเดินทางบนรถไฟญี่ปุ่นในช่วงเวลาเช้า แล้วอยู่บนรถไฟนานเป็นชั่วโมงนั้น ทำให้เราซึมซับความเป็นญี่ปุ่นไปอีกแบบ เพราะตลอดทาง เราจะพบนักเรียนญี่ปุ่น ขึ้นๆ และ ลงป้ายโรงเรียน

เด็กที่นี่มียูนิฟอร์มที่น่ารัก และ มีนิสัยอย่างนึงที่คล้ายกันคือ อ่านหนังสือ และ กินข้าวบนรถไฟตลอดทาง

ดูแล้วก็น่าเอาแบบอย่างค่ะ เพราะ การอ่านหนังสือถือเป็นเรื่องดีๆ ที่จะใช้เริ่มต้นชีวิตในแต่ละวันจ้า นอกจากผู้คนที่ได้พบเจอแล้ว รถไฟสายนี้มุ่งออกนอกเมือง เราจะเห็นความเป็นชนบทของที่นี่ แต่ ชนบทที่นี่มีความสะอาด ระเบียบ และ น่าอยู่ขึ้นเยอะจ้า

วิวสองข้างทาง ก็สำคัญไม่แพ้ปลายทาง

วิวสองข้างทาง ก็สำคัญไม่แพ้ปลายทาง

เรานั่งไปเรื่อยๆจนถึงสถานี Otsuki ซึ่งเป็นสถานีต้นทางของการไปต่อรถไฟสาย Kawaguchiko นั้นเองสถานีนี้มีความง่ายในการขึ้นที่สุดก็ว่าได้ เพราะที่ขายตั๋วคล้ายตู้บนทางด่วนบ้านเรา เดินผ่านตู้ไปก็ขึ้นรถไฟได้เลย

ราคาตลอดสายของรถไฟสายนี้คือ 1,140 เยน ต้นทางสุดปลายทางที่จุดเริ่มเที่ยว ภูเขาไฟฟูจิ

เวลาที่เราเข้าสู่ที่เที่ยวอะไรสักอย่าง สิ่งรอบตัวเราก็จะมีรูปนั้นเต็มไปหมด บนของกิน ของใช้ รถไฟก็ไม่เว้น ญี่ปุ่นนี่เป็นเมืองมีศิลปะในจิตใจจริงๆ

เดินออกจากจุดนี้เลี้ยวขวาจะเห็น ตู้เก็บตังผ่านทางไป รถไฟสายคาวากูจิโกะ

เดินออกจากจุดนี้เลี้ยวขวาจะเห็น ตู้เก็บตังผ่านทางไป รถไฟสายคาวากูจิโกะ

รถไฟสาย คาวากูจิโกะ นั้นนั่งสบายมาก เพราะเมื่อเราเดินทางมาถึงจุดนี้แล้ว ความหนาวย่างกายเข้ามาจริงๆ เพราะอุณหภูมิลดหวบหาบ หลายไป 5 องศาได้ แต่บนรถไฟใต้เบาะมี ฮีตเตอร์น่ะ สบาย

ตามจริงแล้วก่อนมาที่นี่ดูพยากรณ์อากาศแล้ว เขาบอกว่าหมอกลงแน่ๆ แต่อยากพิสูจน์ว่าแม่นไหม บอกเลยว่า พยากรณ์อากาศที่ญี่ปุ่นแม่น 90 % ค่ะ

มาไม่เห็น ภูเขาไฟฟูจิ ขอมาเก็บบรรยากาศ รอบๆที่นี่ก็ยังดี มาครั้งหน้าจะได้รู้ว่าควรซื้อตั๋วแบบไหนดี

บนรถไฟสายนี้ บอกได้ชัดเจนว่า เราอยู่บนรถไฟสายไหน

บนรถไฟสายนี้ บอกได้ชัดเจนว่า เราอยู่บนรถไฟสายไหน

เมื่ออยู่ในรถไฟรู้สึกสบาย อบอุ่น แต่เมื่อถึงปลายทางเท่านั้นแหละ หนาวมาก แล้ว หนาวอย่างเดียวไม่พอน่ะ ลมแรงมากด้วยน่ากลัวจริงๆ ลมแบบนี้

เมื่อมาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ก็เป็นไปตามที่คาดหมาย หมอกลงมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น

ประกอบกับหนาวมาก ร่างกายถึงกับช็อค เลยขอนั่งคิดแผนการสักแปบจ้า ซึ่งในสถานีเองจะมีทุกอย่างบริการครบครัน สิ่งแรกที่ทำคือ เอากระเป๋าไปเก็บใน Locker ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือของสถานี สนนราคา 300 -600 เยนจ้า

จุดเด่นของสถานีปลายทางเรา ใครมาต้องถ่ายรูป

จุดเด่นของสถานีปลายทางเรา ใครมาต้องถ่ายรูป

ตามจริงแล้วอีกจุดมุ่งหมายที่เรามาที่นี่เพราะ เราต้องการจะมานั่ง Night Bus เพื่อไปเมืองเกียวโตต่อนั้นเอง แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง

Night bus จากภูเขาไฟฟูจิ ขอเน้นยำว่า ต้องจองล่วงหน้า ผ่านเว็บไซต์จ้า เพราะมีแค่รอบเดียวหมดแล้วหมดเลย ซึ่งในอนาคตก็ไม่แน่

โดยเว็บจองนั้นขอแนะนำให้ดูผ่าน Pantip เพราะมีคนมาแปลให้ทำตามสเต็ปเลย เว็บจองเป็นภาษาญี่ปุ่นค่ะ ดังนี้ จอง Night bus คือควรจองไปแต่แรกค่ะ จะได้ไม่วุ่นวาย พอมาหน้าตั๋วเลยต้องโทรศัพท์เอง แล้วภาษาญี่ปุ่นก็ฟังไม่รู้เรื่องทำให้ต้อง อาศัยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ประจำสถานี

เจ้าหน้าที่ผู้แสนน่ารักท่านนี้แหละค่ะที่คอยช่วยเหลือ ภาษาอังกฤษปร่อมาก

เจ้าหน้าที่ผู้แสนน่ารักท่านนี้แหละค่ะที่คอยช่วยเหลือ ภาษาอังกฤษปร่อมาก

เมื่อได้รับการยืนยันจากการช่วยเหลือ ของเจ้าหน้าที่แล้วว่าบัสเต็ม ทางเลือกที่เขาช่วยเหลือมีอยู่ 2 ทาง ทางแรกคือต้องนั่งชินคันเซ็น หรือ ไม่ก็นั่งเครื่องบิน

เราตัดสินใจนั่ง ชินคันเซ็น แทนการนั่ง Night bus เพราะตั๋วหมด โดยจากสถานี คาวากูจิโกะ จะมีรถบัสไปส่งที่สถานี Mishima ราคาเบาๆ

ตอนนั้นต้องเช็คแล้วค่ะ ว่าจะมีชินคันเซ็น ไปเกียวโตกี่โมงบ้าง ด้วยความที่กลัวจะกลับมาไม่ทันเลยได้นั่งชินคันเซ็น รอบดึกถึงนั้นเกือบ 5 ทุ่มจ้า ช็อคจริงๆ

ตั๋วรถบัสเพื่อมุ่งหน้าไปขึ้น ชินคันเซ็น จ้า

ตั๋วรถบัสเพื่อมุ่งหน้าไปขึ้น ชินคันเซ็น จ้า

ตามจริงแล้วการนั่ง Night bus นั้นถือว่าประหยัดไปในตัวได้อีกเพราะ ราคา 8 พันเยน แต่เมื่อเราไม่ได้ตั๋ว เราก็แอบนอยด์ ไม่ใช่น้อย แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไปเนอะ

ในสถานีจะมีร้านอาหาร ที่มีของกินที่ถือว่าเป็น Signature ของที่นี่เลยก็ว่าได้ คือ บะหมี่คาวากูจิ

ค่อยๆกิน สโลไลฟต์ เพราะอากาศข้างนอกยังหนาวอยู่ยังรู้สึกว่ายังไม่พร้อมจะโต้ลมสักเท่าไร 55+

เมนู Signature

เมนู Signature

เวลาประมาณเกือน 11 โมงเช้าได้ตัดสินใจซื้อตั๋ว แบบแพ็คเกจเพื่อสามารถขึ้นลงได้ทุกสถานีทั้งสิ้น 21 สถานีรอบทะเลสาป คาวากูจิ แต่ขอบอกเลยว่า

ถ้าคุณมีเวลาจำกัด หรือ วันนั้นหมอกลงมองไม่เห็นอะไรมาก เลือกซื้อตั๋วแบบแค่เลือกสถานี ดีกว่าซื้อแบบเหมา

เอาเข้าจริงไปลงแค่ช่วงสถานีที่ 11 ก็พอแล้วเพราะที่นี่มีล่องเรือใน ทะเลสาป และ เดินไปอีกนิดก็นั่ง Cable ไปชมวิวได้ คือสถานีที่เหลือถ้าไม่ได้จะไปเข้าพิพิธภัณฑ์ดนตรี ไม่มีฟูจิให้ชม ก็ไม่คุ้มค่าที่จะแวะทุกสถานีค่ะ

บัตรแบบเหมา โดนไปไม่น้อย

บัตรแบบเหมา โดนไปไม่น้อย

ได้ตั๋วแล้ว ก็ต้องพร้อมเดินทางได้แล้ว จุดรอรถนั้นเริ่มต้นกันที่หน้าสถานีเลย ป้ายรถที่นี่น่ารักมากค่ะ อย่าลืมอีกเรื่อง ตั๋วรถบัสมี 2 สาย สายแดง และ สายเขียว

อย่าลืมไปต่อแถวให้ถูกต้องด้วยค่ะ เราซื้อบัตรแบบ Red line ก็ควรต่อแถวสีแดงน่ะ สังเกตดีๆจ้า

บัสแต่ละรอบคนเยอะอยู่แล้วค่ะ เราเลยยิงยาวไปถึงสถานี 21 แล้วค่อยๆ เที่ยวไล่ขึ้นมานั้นเอง แบบนั้นน่าจะโอเคที่สุดเพราะไม่ต้องแย้งกันเที่ยวกับคนอื่น

ป้ายรถเมล์น่ารัก บนทางเท้าทาสีชัดเจนค่ะ เขียว แดง

ป้ายรถเมล์น่ารัก บนทางเท้าทาสีชัดเจนค่ะ เขียว แดง

ตั้งใจยิงยาวไปสถานีที่ 21 แต่คนขับเจ้ากรรมดันสื่อสารอะไรผิดไม่ทราบ เหมือนไล่ทุกคนลง ตอนนั้นก็เข้าใจว่าให้ต่ออีกคัน แต่ที่ไหนได้ เมื่อทุกคนลงหมด แถวสถานีที่ 11 แล้วดันไปรับคนต่อ

สถานีที่ 11 นั้นมีจุดเด่นคือที่ให้ล่องเรือนั้นเอง งั้นเลยล่องเรือรอดีกว่า

บนเรือนั้นมีแบบนั่งใต้เรือที่มองผ่านกระจก แต่อบอุ่น กับ บนเรือที่เห็นความสวยงามแต่หนาวมาก ขอเน้นว่าหนาวมาก แต่วิวก็สวยมากเช่นกัน ไม่อยากจะคิดว่าถ้าวันนี้อากาศโปร่งจะสวยขนาดไหน

จุดเริ่มต้นของท่าเรือ

จุดเริ่มต้นของท่าเรือ

กระดิ่งบนเรือ

กระดิ่งบนเรือ

ล่องเรือออกมานิดหน่อย

ล่องเรือออกมานิดหน่อย

จุดปลายทาง แล้วก็กลับ

จุดปลายทาง แล้วก็กลับ

ทนหนาวเต็มที่แล้ว เราก็มานั่งรอรถเพื่อไปต่อที่สถานีที่ 21 สักที เที่ยวครั้งนี้ไม่มีจุดหมายปลายทางที่แท้จริง เพราะ ทำอย่างไรก็ไม่มีทางเห็นภูเขาไฟ

ที่สถานีที่ 21 จะมีร้านขายของฝาก และ ไอศครีมรสวานิลา บลูเบอรี่ ให้ลิ้มลอง

อากาศหนาวขนาดนี้ ภูเขาไฟก็ไม่เห็น ก็ต้องกินเพื่อทดแทน ที่สถานีนี้มีอีกเรื่องที่น่าสนใจคือสวนสวย ต้นไม้แปลกๆ ให้ชมกันจ้า

วานิลา 130 เยนเอง

วานิลา 130 เยนเอง

ต้นไม้แปลกๆที่นี่

ต้นไม้แปลกๆที่นี่

อากาศก็แบบนี้ มองอะไรก็ไม่เห็นเลยจ้า ทำให้ออกมายืนรอรถซึ่งจะมากันทุก 30 นาที ห้ามกินอะไรบนรถจ้า แอบนอยด์ไปนิดที่มัวแต่ยืนกินติม แล้วออกมาไม่ทันรถ คือออกมาทันแหละ

แต่คนคบแสดงภาษามือว่า ห้ามขึ้น เพราะในมือเรามีไอติมอยู่

ลืมบอกไปว่าสถานีนี้มีร้านขายของฝากที่หลายหลายมาก หลายคนอาจเคยกิน คุกกี้ ขนมรูปภูเขาไฟฟูจิ ช็อคโกแล็ต ของสะสมรูปภูเขาไฟฟูจิ ที่สถานนี้มีครบจ้า หลายหลายดี เตรียมตัง

รถ Red line

รถ Red line

ณ จุดนี้ยอมรับเลยว่า ไม่มีที่ไหนที่อยากไปล่ะ 55+ คือ แอบคิดพลาดจริงๆที่อยู่ที่นี่ทั้งวัน ประกอบกับ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ซื้อตั๋วแบบเหมาแล้ว เลยขอเอาคุ้ม

สถานีไหนมีอะไร ก็ลงไปดู เน้นเอาคุ้ม 55+

เริ่มได้ลงกันแถวสถานี 18 เพราะมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับดนตรี และ มีการแสดงลิงที่ราคาโอเคด้วย แต่ว่าไม่ได้เข้าน่ะ เพราะดูเงียบแปลกๆ เขิล

ได้แต่เดินดูรอบๆ 55+

ได้แต่เดินดูรอบๆ 55+

มีเรื่องอยากเล่าเรื่องนึง คือเวลาที่มาญี่ปุ่น แล้ว อยากชมธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ซากูระ ใบไม้เปลี่ยนสี หิมะ อะไรทำนองนี้ ถ้าจุดมุ่งหมายที่ไปไม่ได้เจอ

เราแค่เดินทางไปในที่ๆมีแทนสิ เช่น ซากูระ จะเริ่มบานจากข้างล่างขึ้นบน ถ้าเรามาเร็วไป เราก็แค่นั่งรถไฟลงไปทางใต้ของญี่ปุ่นแทน ใบไม้เปลี่ยนสีก็เช่นกัน ที่ไหนหนาวแล้วก็ไปที่นั้น อย่างเช่น คาวากูจิ นี่ไงดันหนาวกว่า โตเกียว

เราเลยเห็นใบไม้เปลี่ยนสีบนนี้อย่างชัดเจนอีกที่ แม้จะไม่หลากหลายมากนัก

ใบไม้เปลี่ยนสี ปลายตุลาคม

ใบไม้เปลี่ยนสี ปลายตุลาคม

สวยงามตามบรรยากาศเนอะ จุดมุ่งหมายถัดไปคือ กลับไปใช้บัตรขึ้น Cable นั้นเองซึ่งต้องลงสถานีที่ 11 แต่ว่าลงผิด อีกแล้วง่ะ ลงสถานีที่ 12 เฉยๆ

แต่เวลาที่หลงทาง คุณมักจะเจออะไรที่ไม่เหมือนใคร วิวที่แปลกไปจากคนอื่นแน่นอน ไม่เชื่อลองดู

เดินกันยาวๆจ้า 55+ แล้วแบบอากาศถือว่ากำลังดี จนหนาว เลยเดินตากแดดเล่น รู้สึกว่าแสงแดดมีค่าก็ยามนี้แหละ คุณผู้ชม

อย่าตามมา ฉันก็หลงเหมือนกัน 55+

อย่าตามมา ฉันก็หลงเหมือนกัน 55+

เห็นอุโมงนี้แล้วนุกถึง ซีรีเกาหลีบางอย่าง พี่ชายยยยย

เห็นอุโมงนี้แล้วนุกถึง ซีรีเกาหลีบางอย่าง พี่ชายยยยย

เดินไปแปบเดียว 5 นาทีก็ถึงสถานีที่ 11 ซึ่งเป็สถานีเป้าหมาย เพราะมี Cable และจะมีวิวมหาชนที่ใครมา ก็ต้องถ่ายรูป ดังนั้นขอไปชมให้เห็นกับตาหน่อยสิ ว่ามีจริงหรอ

มุมมหาชนที่นี่ กระต่าย เต่า อะไรทำนองนั้น อิอิ นึกออกใช่ม่ะ

ขอเล่าด้วยภาพล่ะกันเนอะ 55+

ทางขึ้นไปจ้า

ทางขึ้นไปจ้า เห็นแล้วใช่ไหม กระต่าย แต่ ไม่ใช่เต่า 55+

มีบัตรเคเบิลที่ซื้อจากตอนเริ่มต้นแล่ว อย่าลืมมาแลกกับบัตรจริงก่อนขึ้นไปน่ะ เดินไปเรื่อยๆ เดียวเจ้าหน้าที่บอกเอง

มีบัตรเคเบิลที่ซื้อจากตอนเริ่มต้นแล่ว อย่าลืมมาแลกกับบัตรจริงก่อนขึ้นไปน่ะ เดินไปเรื่อยๆ เดียวเจ้าหน้าที่บอกเอง

ขึ้นมาถึงแล้วจ้า Cable

ขึ้นมาถึงแล้วจ้า Cable

มองลงไป

มองลงไป

สวยงาม

สวยงาม

เมื่อขึ้นมาถึงแล้วสิ่งที่หลายคนนิยมทำกัน และ ไม่พลาดที่จะทำก็คือ การนั่งกินขนมหนึบๆ พร้อมกับการดื่มชา ของที่นี่ คือหลายคนต้องเคยเห็นภาพอะไรทำนองนี้แน่ๆ คือ

ถือ ขนมอะไรไม่รู้คล้ายลูกชิ้น เทียบ กับภูเขาไปฟูจิ 

นั้นแหละคุณผู้ชม เราก็ทำแบบนั้น ถ้าไม่เคยกินก็ต้องลองให้ได้ ราคาไม่แพง หวาน หนึบ ต้องกินคู่กับชา ถึงหายเลี่ยน

นี่ไงล่ะขนมที่เขานิยม

นี่ไงล่ะขนมที่เขานิยม

ขนมก็ยังมีรูป ภูเขาไฟฟูจิ ดื่มคู่กับชาร้อน แก้เลี่ยน

ขนมก็ยังมีรูป ภูเขาไฟฟูจิ ดื่มคู่กับชาร้อน แก้เลี่ยน

และแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องโบกมือลา สถานที่แห่งนี้กันแล้ว ไม่พบเจอ ไม่เห็นภูเขาไฟ แต่ พอนึกถึงทีไร ก็รู้สึกว่า เต็มที่กับมันแล้วน่ะ ครั้งหน้าถ้ามีโอกาศไปที่นั้นอีก สัญญาว่าจะเชื่อพยากรณ์อากาศอย่างถึงที่สุด อิอิ

แวะเข้าห้องน้ำ

แวะเข้าห้องน้ำ

มุมมหาชน

มุมมหาชน

รัก อยู่ รอบตัวเรา

รัก อยู่ รอบตัวเรา

แล้วเราก็กลับมานั่งรอรถบัสที่จะพาเราไปขึ้นชินคันเซน ขอบอกเลยว่าที่นี่ตรงเวลา ที่นั่งดี ปลอดภัยหายห่วง แต่มีบางอย่างที่น้อยคนไม่เคยรู้คือ

ที่ญี่ปุ่นนี้เอง รถติด เหมือนไทยเลยแหละ ทำให้มาช้ากว่าปกติเกือบชั่วโมง

ทุกสิ่งทุกอย่างที่จองไว้ถือเป็นโมฆะเลยจ้า เพราะต้องเช็คอินก่อนเวลานี้ แต่ไปถึงคือช้ากว่าแน่แล้ว ทำให้ต้องจองที่พักคืนนั้นใหม่เลย การเดินทางก็แบบนี้แหละ 🙂

โดนไปไม่น้อย 55+

โดนไปไม่น้อย 55+

รถบัสที่บอกไว้จ้า โอเคมาก

รถบัสที่บอกไว้จ้า โอเคมาก

เร็ว เสียงดังมากเวลาอยู่ข้างนอก ผมปลิวเลย 55+

เร็ว เสียงดังมากเวลาอยู่ข้างนอก ผมปลิวเลย 55+

3,913 total views, 4 views today