เที่ยวสิงคโปร์ 2 วัน [ฉบับ ตามรอยซิงเกิลสุดท้าย]

เที่ยวสิงคโปร์

เที่ยวสิงคโปร์ ทริปนี้เป็นทริปแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ สำหรับการได้ลองเดินทางคนเดียว ใจต้องถึงพอสมควรเลยแหละ ตามจริงแล้วมีหลายเหตุผลที่เลือกที่นี่หนึ่งในนั้นคือเรื่องความปลอดภัย ส่วนเรื่องที่สองคือที่นี่เจริญแล้วการคมนาคมดีเลยแหละ

คอนเซปต์การเดินทางครั้งนี้คือตามรอย ซิงเกิลสุดท้าย – พี่สแตมป์

ที่เที่ยวครั้งนี้ถือเป็นที่เที่ยวพื้นฐานเลยก็ว่าได้ เพราะสำหรับใครที่มีเวลาน้อยๆ ที่ท่องเที่ยวพื้นฐานต้องพร้อมสิ จริงไหมมาเริ่มกันว่าครั้งแรกแบบนี้จะเป็นอย่างไร

งบที่ใช้สำหรับสิงคโปร์ครั้งนี้

176 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ ประมาณ 4583.72 บาทไทย (ไม่รวมค่าที่พัก และ ค่าตั๋วเครื่องบิน)
อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 26.04 จ้า

65 SGD – ค่าเข้า Universal Studio
33 SGD – ค่าขึ้นชิงช้าสวรรค์ Singapore Flyer
30 SGD – ค่าอาหารทั้ง 2 วัน
20 SGD – ค่าล่องเรือ Singapore river cruise
15 SGD – ค่า Sim รวมอินเตอร์เน็ต 3 วัน
13 SGD – ค่าเดินทางด้วย Subway 2 วันเต็ม

สิงคโปร์น้ำเปล่าราคาสูง ดังนั้นอย่าลืมพกขวดน้ำไปกรอกด้วยจะได้ประหยัด

เตรียมอะไรบ้าง (ตั๋ว ที่พัก เดินทางสถานีต่อสถานี อาหารการกิน)

สถิติตั๋วไปกลับสิงคโปร์ปี 2015 จากหลายเพจ : คลิกที่นี่

จองที่พักผ่านเว็บ HotelsCombined รวมทุกเว็บไว้ที่เดียว : คลิกที่นี่

นอนสนามบินสิงคโปร์ไม่ลำบากอย่างที่คิด : คลิกที่นี่

วางแผนเรื่องการเดินทาง ซื้อบัตรเดินทางในประเทศแบบไหนดีถึงประหยัด : คลิกที่นี่

อาหารการกินทั้ง 2 วัน : คลิกที่นี่

ไปไหนบ้าง (อย่างละเอียด)

วันที่ 1
ถนนสุดฮิป Haji Lane : คลิกที่นี่
Universal Studio Singapore : คลิกที่นี่
China town : คลิกที่นี่
Henderson wave bridge : คลิกที่นี่
Clarke Quay : คลิกที่นี่
Singapore Flyer : คลิกที่นี่

วันที่ 2

โซนประวัติศาสตร์ ย่านโบสถ์ : คลิกที่นี่
โซนเมอร์ไลออน : คลิกที่นี่
โซนเบย์ : คลิกที่นี่
น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง : คลิกที่นี่

 

สำหรับใครไม่มีแพลน เอาแพลนเราไปเลย 

จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้เกิดจากโปรโมชั่นของ Tiger Air นั้นเองรู้สึกจะเป็นช่วงเปิดเส้นทางการเดินทาง ก็เลยมีโปรโมชั่นไปกลับ 2,700 บาทเท่านั้น กดจองอย่างไม่คิดชีวิต เห็นของถูกต้องวิ่งชน 55+

เราได้เวลาเดินทาง 3 ทุ่มครึ่ง แน่นอนแหละของถูกมักสอดแทรกอะไรแบบนี้มา

ลืมบอกไปว่านอกจากเดินทางคนเดียวในต่างแดนครั้งแรกแล้ว ยังเป็นการเอากล้อง Mirrorless ตัวแรกของชีวิตอย่าง Sony Nex 5t ออกมาตะลุยโลกกว้างด้วยเช่นกัน

บรรยากาศสนามบิน 3 ทุ่ม พร้อมนอนมาก

บรรยากาศสนามบิน 3 ทุ่ม พร้อมนอนมาก

ระยะเวลาไม่นานนักก็มาถึงในเวลา 00:30 ของท้องถิ่น เคยลองอ่านรีวิวมาหลายที่แล้วเขาแนะนำว่า อย่าเพิ่งผ่านด่านเข้าเมืองไป เพราะนอนข้างในสบายกว่า แต่เราอยากลองเฉยๆ

ที่นอนที่ดีอยู่ในสนามบินจริงๆ แบบที่ว่าไม่ควรผ่านด่านเข้าเมืองด้วยซ้ำ เช้าก่อนค่อยมาผ่าน

ตามจริงข้างในดีมากน่ะ มีอินเตอร์เน็ต มีคอมให้เล่น มีพรมดีๆ เก้าอี้ดีๆให้นอน แต่เมื่อเดินออกมาแล้วก็กลายเป็นพื้นธรรมดานั้นเองไม่น่าเลย ตรวจเมืองที่นี่ไม่มีประเด็นอะไรที่น่ากลัว อิอิ

ออกมาจากการตรวจคนเข้าเมือง

ออกมาจากการตรวจคนเข้าเมือง

 ตอนที่เราไปลง Terminal 2 แหล่งนอนหลับชั้นดีคือร้าน MacDonald และ ร้าน Swensen ซึ่งเต็มเราก็เลยต้องหามุมนอนไปเรื่อยจนเช้า แลดูเป็นคนเร่ร่อนเนอะ ระหว่างนั้นก็เดินสำรวจสนามบินเลยซื้อซิม Singtel จากร้านมินิมาร์ทที่นั้นเลย

ไม่นานก็เช้า ไม่นานก็วันใหม่ เข้าห้องน้ำสนามบิน ล้างหน้าแปรงฟัน เวลา 06:00 ก็ออกเดินทางได้

เหมือนที่มีใครหลายคนบอกเลยว่าที่นี่ มีแรงงานต่างชาติเยอะ เขาถึงแนะนำไม่ให้รีบออกมาจากด่านตรวจคนเข้าเมือง เพราะเราขึ้รถไฟรอบแรกเพื่อเข้าที่พัก ก็เจอแต่แรงงานนี่แหละ แต่พวกเขามีการศึกษา มีตังน่ะ ไม่ธรรมดา

บรรยากาศก่อนออกจากสนามบิน

บรรยากาศก่อนออกจากสนามบิน

เริ่มเดินทางที่แรกตามรอยพี่สแตมป์คือ Haji Lane ที่เลือกไปที่นี่ที่แรกเพราะ จะได้ถ่ายรูปได้แบบไม่มีคนเยอะมากนัก เราจึงมุ่งหน้าไปที่สถานี Bugis ใช้เวลาเดินทางมาประมาณครึ่งชั่วโมงได้

โผล่ขึ้นมาฟ้ายังมืดอยู่เลยขนาดใกล้ 07:00 แล้วน่ะที่นี่สว่างช้ากว่าเราหรอเนี่ย

แล้วเราก็เริ่มใช้ Google Map เพื่อเดินไปต่อ จากแผนที่แล้วต้องเดินให้เจอ โรงพยาบาล Raffle แล้วก็เจอแยก แล้วก็ข้ามถนนไป แนะนำว่าถ้าไปก็เปิด Map เถอะจ้า 55+

ขวามือจากภาพนี้เป็น โรงพยาบาล สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือมัสิยดเก่าแก่ที่นี่ ข้ามไปก็ ฮาจิเลน

ขวามือจากภาพนี้เป็น โรงพยาบาล สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือมัสิยดเก่าแก่ที่นี่ ข้ามไปก็ ฮาจิเลน

เดินมาถึงต้นซอยแล้ว เงียบกริบ ไร้ซึ่งผู้คน แต่เขามีรถเก็บขยะน่ะ คล้ายประเทศเราเลย แต่เล็กกว่าแล้วก็สะอาดมาก ตลอดทางในซอยจะมีร้านฮิปๆมากมาย ต้นกำเนิดฮิปสเตอร์หรือเปล่าเนี่ย แต่ต้องยอมรับเลยว่าราคาค่อนข้างสูงใช้ได้ ถ้าไม่ได้ชอบจริงๆแนะนำให้ซื้อเมืองไทยดีกว่าจ้า

ที่นี่ไม่ได้มีแค่ความฮิป แต่ที่นี่ยังมีบาร์สุดชิค

เดินลึกเข้าไปหน่อยจะมีล่องรอยความเป็นสถานที่เที่ยวกลางคืนด้วยแหละ Night Life ก็มีสำหรับที่นี่ปกตินึกว่าจะมีแค่ย่าน Clarke Quay เท่านั้น

มองดีๆจะพอนึกออกว่ากลางคืนต้องมีอะไรแถวนี้แน่ๆ

มองดีๆจะพอนึกออกว่ากลางคืนต้องมีอะไรแถวนี้แน่ๆ

DSC01440

หลังจากเดินฮิปเสร็จแล้วเราก็หิว อาหารเช้าของเรามื้อแรก จะกินที่ไหนดี ตามจริงแล้วแถวนี้มีของกินช่วงเช้าๆนั้นแหละ แต่ว่าไม่ตอบโจทย์ 55+ เลยตัดสินใจไปฝากกระเป๋าที่พักดีกว่า แล้วค่อยกลับมาเช็คอิน

เมื่อดูจาก Google Map เจ้าเดิมแล้วเราต้องเดินไปสถานี Nicole Highway ไม่น่าเชื่อมันเลยยยย

คือเดินไกลมาก เหมือนหลงทางมาเลย มีแต่ต้นไม้ มีแต่ทางด่วนจริงๆด้วย แต่ข้อดีของการหลงทางนั้นคือ การได้พบเห็นวิวที่ไม่มีใครเขาถ่ายรูปไงล่ะ 🙂

ที่นี่ที่ไหนเนี่ย วิวที่หลงก่อนไป สถานี Nicole Highway

ที่นี่ที่ไหนเนี่ย วิวที่หลงก่อนไป สถานี Nicole Highway

เหงื่อท่วมตัวเลยจ้ากว่าจะมาถึงสถานี แล้วเราก็เดินทางไปโผลที่สถานี China Town ถือเป็นสถานีไคลแม็กเลยก็ว่าได้ เพราะว่า

สถานีนี้มีทางออกหลายทาง มีจุดเปลี่ยนสายรถไฟ ออกประตูผิดชีวิตเปลี่ยนเลยน่ะ 55+

แล้วด้วยความที่มาครั้งแรกโผล่หัวขึ้นมามีงงจ้า คือตรงไหนเป็นตรงไหนงงไปหมด 55+ แล้วเราก็จำยอมใช้บริการ Google Map เจ้าเดิมเดินหาเนอะ

ที่พักเราอยู่แถวขวามือของตรงนี้

ที่พักเราอยู่แถวขวามือของตรงนี้

เอากระเป๋าเข้าไปเก็บแล้ว เขาบอกให้ Check in ได้เลยก็ตามนั้นทีพักแบบ Hostel แปลกใหม่ไปอีกไม่เคยนอนอะไรแบบนี้เลยจริงๆ แล้วก็เดินตามหาของกินสิ่งที่อยากกินก็คือ Yakun Kaya Toast นั้นเอง

ขนมปังสังขยา ไข่ลวก และ โกโก้ร้อน ชุดอาหารในตำนาน คือ ชอบง่าเธอ

ทานสาขา China town ให้บรรยากาศต้นตำรับมากง่ะ จีนดี เจ้าของร้านถึงกับมานั่งคุยด้วย เดาว่าเราเป็นคนไทยใช่ไหม มีการชี้เมนูภาษาไทย และ สอนกินด้วยง่ะ คือดีงามพระรามเก้าไปอีกแบบ

Ya Kun Kaya Toast

อาหารเช้า ขนมปังสังขยา ไข่ลวก และ โกโก้ร้อน เซตอาหารเช้าที่ร้าน Ya Kun Kaya Toast

บอกตามตรงอิ่มมาก กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ที่ต่อไปที่เราทำคือเดินหา people’s park center ตึกแดงๆเลือดหมู เพื่อหาซื้อบัตรราคาถูก

ร้าน Sea wheel ชั้น 3 ในตำนานที่ขายบัตรท่องเที่ยวราคาพิเศษแทบทุกรายการ

สังเกตง่ายๆอีกอย่างคือ ขึ้นลิฟต์ไปบนสุดเลยก็ได้ ร้านต่างๆไม่เปิดแต่ที่นี่เปิดเช้า 09:00 ก็เปิดร้านแรกเลยว่างั้นเถอะสิ่งที่เราซื้อมี 3 อย่าง Universal Studio, Singapore Flyer, Singapore river cruise รวมแล้วลดได้หลายร้อยอยู่น่ะ ได้บัตรแล้วมุ่งหน้าสู่ Harbor front กัน

มุ่งหน้ามาสถานีนี้เพื่อจะใช้บริการรถอีกสายเข้า Sentosa

มุ่งหน้ามาสถานีนี้เพื่อจะใช้บริการรถอีกสายเข้า Sentosa

จากคำแนะนำของใครหลายค้นแล้ว ต้องมาให้ทันสวนเปิดแล้วต้องวิ่งขวา เพราะ เครื่องเล่นที่เด็ดที่สุดอยู่ทางด้านนี้นั้นเอง นั้นก็คือ

ทรานฟอร์เมอร์ เป็นเครื่องเล่นที่ถือว่าเด็ดสุดในสวนสนุกแห่งนี้ เข้าสวนปุ๊บวิ่งขวาน่ะ

คือจะได้ไม่รอนานเพราะช้ากว่านั้นอาจต้องยืนรอนานหลายชั่วโมงแน่ซึ่งไม่ผิดหวังจริงๆ 10 นาทีก็ได้เข้าแล้ว แต่เน้นน่ะวิ่ง 4 คูณ 100 เข้ามาเลยจ้า 55+

เจอทรานฟอร์เมอร์ตัวนี้แหละค่ะ วิ้งเข้าหาเลย

เจอทรานฟอร์เมอร์ตัวนี้แหละค่ะ วิ้งเข้าหาเลย

เอาเข้าจริง Universal Studio ไม่ได้อยู่ใน ซิงเกิลสุดท้ายซ่ะหน่อย แต่ถือเป็นของแถมจ้า สำหรับใครที่ไม่ใช่เด็กๆแล้วแนะนำให้เดินวนขวาไปเรื่อยๆ โซนต่อไปที่จะเจอคือ Egypt

ที่เดินวนขวาเพราะเครื่องเล่นผู้ใหญ่จะอยู่โซนนี้หมดเลย ตั้งแต่ ทรานฟอร์เมอร์ ยัน อียิปต์

หลังจากนั้นก็จะเป็นเครื่องเล่นสำหรับเด็กกันแล้วพวก Madagascar และ Fairly tale ต่างๆ ยกมาหมดจ้า แต่เป็นเครือ Universal น่ะที่ดังๆก็เป็น Despicable Me

แผนที่วิ่งขวา

แผนที่วิ่งขวา

เราเล่นไม่นานนักก็หิวข้าวประมาณบ่าย 3 ได้เลยตัดสินใจออกมาดีกว่า แล้วก็มุ่งหน้าไปหาอะไรกินย่าน China town คือย่านนี้ของกินเยอะจริง

เราเลือกกินบะหมี่เป็ดฮ่องกงสนนราคาที่ 6 SGD หวานมันกินได้

กินเสร็จแล้วเวลาเหลือคือเรารอเวลาพระอาทิตย์ตกเฉยๆแหละๆ ก็เลยไปทำเป็นเดินรอบๆย่านนี้ เข้าวัด เข้ามัสยิด เข้าวัดแขกอะไรทำนองนั้น

เดินเสร็จแล้วเราก็มุ่งหน้ามาที่ สถานี HabourFront กันต่อ เพื่อตามรอยซิงเกิลสุดท้ายกันต่อ 55+ แล้วมารอรถเมล์หน้าห้าง Vivocity แล้วขึ้นสาย 145 ที่นี่ก็คือ Henderson Wave bridge สำหรับใครที่มีเวลาหน่อยแนะนำให้อยู่ถึงประมาณ 1 ทุ่มตรง

เพราะเวลา 1 ทุ่มตรงสะพานแห่งนี้จะเปิดไฟสวยงามดี

เอาเข้าจริงที่นี่แอบสูงน่ะ แบบลมพัดก็ไม่ไหวบ้าง ทำให้เราค้นพบตัวเองว่ากลัวความสูงซ่ะงั้นแหละ กว่าจะเดินขึ้นไปถึงเหงือแตกเลยจ้า ไม่ใช่อะไรกลัวความสูง 55+

Handerson Wave bridge

พระอาทิตย์ใกล้ตกแล้วเป็นเวลาที่เราต้องไปต่ออีกที่แล้ว เพราะอยากได้บรรยากาศแสงเย็นของที่นี่นั้นก็คือ Clarke Quay นั้นเองตามเอ็มวีแล้วที่นี่ถ่ายตอนกลางคืน

เพราะ Clarke Quay เป็นแหล่ง Night Life ของ Singapore นั้นเอง

เราตั้งใจจะไปล่องเรือที่นี่เพราะพี่สแตมป์ถือกีต้าร์ แล้ว เล่นอยู่บนหัวเรือ คือมันใช่ง่ะ มันต้องเป็น Singapore river cruise แน่ๆไม่รอช้ารีบนั่งรถเมล์กลับไปที่ HabourFront เพื่อนั่ง Subway ไปต่อที่ Clarke Quay

อย่าเพิ่งรีบขึ้นเรือเวลาที่ฟ้ายังสว่าง แต่ควรขึ้นช่วงแบบนี้แหละ แปลว่ากำลังจะมืด

อย่าเพิ่งรีบขึ้นเรือเวลาที่ฟ้ายังสว่าง แต่ควรขึ้นช่วงแบบนี้แหละ แปลว่ากำลังจะมืด

พี่สแตมป์เล่นกีตาร์บนเรือแบบนี้เลยแหละ แต่เรามาถึงเร็วไปถ้าจะรีบขึ้นก็จะไม่ได้วิวแสงระยิบระยับของอ่าวและตึกสูงของที่นี่ นั่งรอเวลาสักแปบนึง

การล่องเรือที่นี่ขอบอกเลยว่าเป็นอะไรที่ โรแมนติก มากสงบ แสงระยิบระยับสวยดี

หลายคนเข้าใจว่าต้องรีบวิ่งเข้าไปนั่งท้ายเรือ แต่ตามจริงแล้วคนจะเยอะมาก ดังนั้นแล้วรอทุกคนขึ้นหมดแล้วเรานั่งที่กาบเรือข้างหน้าสุดก็ได้เหมือนกัน ไม่ต้องแย้งใครด้วย

มุมนี้สังเกตเห็นจาก ซิงเกิลสุดท้ายเลยแหละ

มุมนี้สังเกตเห็นจาก ซิงเกิลสุดท้ายเลยแหละ

ลงจากเรือแล้วเดินเล่นแถว Clarke Quay ก็จะพบแหล่ง Night life ราคาเบียร์แพงใช้ได้เลยแหละ แต่ใครอยากได้บรรยากาศก็ลองแวะดื่มกันได้ ส่วนเรานั้นขอไปต่อที่ ชิงช้าสวรรค์

ข้อดีของสิงคโปร์อีกอย่างคือที่เที่ยวส่วนใหญ่เชื่อมกัน เดินถึงกัน หรือ สถานีรถไฟเดินทางสะดวกดี

เราก็มาเดินหารถเมล์เพื่อจะไป Singapore Flyer แต่ไม่เป็นผลเลยตัดสินใจนั่ง Subway เหมือนเดิมมุ่งหน้าไป Promenade

ข้อเสียของที่นี่คือ วิวที่เห็น จะผ่านกระจกนั้นเอง

ข้อเสียของที่นี่คือ วิวที่เห็น จะผ่านกระจกนั้นเอง

จริงๆแล้วบริเวณจากสถานี Promenade ไปยัง Singapore Flyer นั้นแอบเปลี่ยวน่ะ แนะนำว่าถ้าดึกแล้วมาคนเดียวพยายามเดินเกาะกลุ่มกับคนไปจะดีที่สุดจ้า แล้วคืนนี้ก็มุ่งหน้ากลับ China Town เพื่อพักผ่อน แอบนอนไม่หลับน่ะ เพราะเสียงกรนของคนอื่น เพลีย

 

Morning From Singapore !!!

มาสิงคโปร์ได้วันนึงแล้วยังไม่ได้ไปถ่ายรูปกับ Merlion เลยเริ่มเดินทางกันต่อวันนี้มุ่งหน้าไปมุดตาฟ่าเพื่อซื้อของฝาก หารู้ไม่แดดแรงมากแสบผิวเลยแหละ

สู้แดดไม่ไหวตัดสินใจเดินกลับมาที่พักเดิม แล้วนอนต่อดีกว่า 55+

แต่ก่อนกลับเข้าไปนอนก็แวะกินโจ๊กย่าน China Town อีกเช่นเคย มีคนบอกว่าที่นี่โจ๊กขากบดัง แต่เราสู้ราคาไม่ไหวจริงๆตกหม้อละ 800 บาทได้งั้นเรากินธรรมดาล่ะกัน แล้วกลับไปนอนยาวๆ 55+ แล้วก็ว๊าปมาที่นี่ City Hall

DSC01729

ทริปแต่ละทริปไม่เน้นกิน ทริปนี้ก็เช่นกัน สำหรับช่วงเวลาที่เราแอบหนีไปนอนหลับ แนะนำขาช็อปให้ไปเดินกันได้ที่ ออร์ชาด หรือ ใครอยากไปลุยดงบังก็น่าสนใจน่ะ

สำหรับย่าน City Hall ก็เปรียบเสมือนย่านเกาะรัตนโกสินทร์บ้านเรานั้นแหละ มีประวัติศาสตร์กลางเมือง

ที่นี่มีฝรั่งเป็นผู้บุกเบิกความเจริญสิ่งก่อสร้างเลยได้รับมาจากต่างชาติเต็มๆ ให้อารมณ์หลุยส์ และ ยุคเรอเนอซองมากจ้า 55+ที่ชอบๆคือโบสถ์ที่อลังการมาก

ภายในโบสถ์แห่งนี้อลังกาลมากค่ะ

ภายในโบสถ์แห่งนี้อลังกาลมากค่ะ

ที่ทุกที่ของโซนนี้ล้วนมีที่มาที่ไปที่ยาวนานมาก สร้างแล้วสร้างอีก บูรณะแล้วบูรณะอีกสำหรับ โซนประวัติศาสตร์ในสิงคโปร์ จากนั้นแล้วเราก็เดินเลียบๆเคียงๆแถวนั้นไปเรื่อยๆ

ก็จะเจอ เมอร์ไลออน เที่ยวที่นี่ที่เที่ยวจุกตัวอยู่ที่เดียวกันสบาย

แล้วก็ได้เห็นเจ้าเมอร์ไลออน ตัวเหลืองเชียวแหละจ้า ต้องหัดอาบน้ำให้มันบ้างน่ะ 55+ ดูแล้วน่าจะทำหน้าที่กันมานานแสนนานมากง่ะบอกเลย

เที่ยวสิงคโปร์

แวะกินสตาร์บัคตรงบริเวณนี้จ้า เอาเข้าจริงเราเป็นคนไม่กินอะไรแบบนี้น่ะ แต่แบบอยากรู้เฉยๆง่ะว่าแต่ละที่จะเหมือนกันไหม

ราคาสตาร์บัคที่นี่ลองคิดดูแล้วพอๆกับที่ไทยนั้นแหละ ไม่ซีเรียส

แล้วเราก็เดินลากขาไปต่อที่บริเวณ Marina Bay & Garden by the Bay คือเดินได้ก็เดินเพราะประหยัดได้เยอะน่ะ 55+ แล้วเราก็เดินผ่านอีกที่สำหรับ เอ็มวี นั้นก็คือการขึ้นไปชมวิวข้างบนตึก Marina Bay นั้นเอง

การจะเข้าสู่สวนนั้นต้องเดินผ่านโรงแรมมารินาเบย์แห่งนี้ค่ะ สวยงามเนอะ

การจะเข้าสู่สวนนั้นต้องเดินผ่านโรงแรมมารินาเบย์แห่งนี้ค่ะ สวยงามเนอะ

ได้แค่ผ่านเพื่อไป Garden แต่ไม่ขึ้นไปน่ะ เพราะราคาสูงใช่ได้เลย ถ้ามาก็เลือกเอาว่าจะขึ้นชิงช้า หรือ ขึ้นตึกนี้ดีเพราะวิวที่เห็นก็คล้ายๆกัน แล้วเราก็เดินมาถึง

Garden by tha Bays ปกเอ็มวี ซิงเกิลสุดท้าย

อลังการงานสร้างมากบอกเลย แล้วยิ่งถ้ามาอยู่ในช่วงพระอาทิตย์ตกดินด้วยแล้วสวยงามใช้ได้เลยแหละ สำหรับใครที่อยู่ถึง 1 ทุ่มก็จะได้ชมดนตรีประกอบแสงสีที่นี่ เอาจริงๆเวลาไล่เรี่ยกับกับการแสดงแสงเลเซอร์เลย

เปรียบเทียบให้เห็นกันจะๆว่าใหญ่มากจริงๆ เทียบกับตัวเราเองแล้ว ตัวเราเล็กไปเลย

เปรียบเทียบให้เห็นกันจะๆว่าใหญ่มากจริงๆ เทียบกับตัวเราเองแล้ว ตัวเราเล็กไปเลย

เราอยู่ที่นี่นานเลยแหละมันเย็นสบายดี แต่เราไม่ได้เสียค่าเข้าสวนข้างใน หรือ ขึ้นราวของต้นไม้เหล่านี้น่ะ พอช่วงถึงเวลาเลเซอร์ผู้คนมากมายก็กรูกันออก

สรุปเราเลยไม่ได้ดูเลเซอร์ ดูดนตรีแสงสีในสวนแทน

เดินออกมาตลาดก็วายแล้ว 55+ เราเลยเดินเล่นที่สะพาน Helix แล้วเดินไปเรื่อยๆจนถึง SUNTEC เน้นน่ะว่าเดิน อะไรจะขยันขนาดนั้น ไปถึงก็ 3 ทุ่มครึ่งแล้วลงไปสัมผัสน้ำพุรอบสุดท้ายไม่ทันนั้นเอง เฟลไหมให้ทาย 55+

เที่ยวสิงคโปร์

ค่ำคืนนี้ก็กลับที่พักประมาณ 4 ทุ่มได้ถือว่าคุ้มค่าแล้วสำหรับเวลาแค่ 2 วัน พรุ่งนี้เช้าเราต้องกลับแต่เช้าเลย ถือว่าเป็นการเที่ยวครั้งแรกที่ประทับใจมาก 🙂

2,893 total views, 2 views today