เ ที่ ย ว โ ต เ กี ย ว 3 วัน 2 คืน – เที่ยวเป็น โซน ประหยัดเวลาน่ะ รู้ยัง? (เที่ยวโตเกียว ด้วยตัวเอง)

เที่ยวโตเกียว ทริปนี้เป็นทริปที่ เดินทางคนเดียว และ ยาวนาน มากทำเอาคิดถึงบ้านเลยง่ะกับทริป

ญี่ปุ่น 9 วัน โตเกียว คาวากูจิ เกียวโต โอซาก้า โกเบ ครั้งแรก

 รีวิวนี้ขอพูดถึงโตเกียวให้อ่านกันค่ะ เที่ยวคนเดียวจะมีเวลาเก็บข้อมูล และ ถ่ายรูปได้ตามใจเราอยากมากที่สุดค่ะ และไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเหงา เพราะมีคนคุยด้วยตลอดทาง คนที่นี่ใจดีค่ะ บางคนพูดภาษาอังกฤษได้คล่องก็อยู่คุยด้วยตลอดทาง บางคนพูดไม่ได้แต่เราก็พอเดาได้ว่าเขาสื่ออะไร ทั้งที่ไม่เคยรู้ภาษาญี่ปุ่น 55+ ก่อนอื่นขอสรุปข้อมูลให้อ่านกันก่อนล่ะกันค่ะ ว่า 3 วัน 2 คืนนี้  ไปไหนมาบ้าง งบเท่าไร” ตามมาๆ

งบที่ใช้สำหรับเมืองนี้:

17,500 เยน หรือประมาณ 5,000 บาทไทย (ไม่รวมค่าที่พัก และ ค่าตั๋วเครื่องบิน)
อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 0.28 จ้า

1,500 Y —Tokyo 3 days pass ใช้เดินทางได้ 3 วันทั่วโตเกียว
2,300 Y — ค่าขึ้นไปชั้นสูงสุด Roppongi Hills
6,900 Y — บัตรเข้า Disneysea
3,280 Y — เป็นค่าขนม และ อาหาร มื้อที่แพงสุดจะอยู่ที่ดิสนีย์ซี
   900 Y — ค่าแท็กซี่สำหรับไปชม ประมูลปลาทูน่า
   300 Y — ค่าเข้าสวนโคอิชิกาว่า
   200 Y — ค่าเข้าสวน ชินจูกุ เงียวเอน
   820 Y — ค่าบัตร Yurikamome สำหรับเที่ยวโอไดบะทั้งวัน
   920 Y — ชิงช้าสวรรค์ที่โอไดบะ
   380 Y — สตาบัค 1 แก้ว

ที่นี่น้ำประปาดื่มได้ ดังนั้นเราจะประหยัดค่าน้ำได้ดี แต่บางทีก็มีกลิ่นเล็กน้อย เลย กรองจากที่พักอีกทีค่ะ

เตรียมอะไรบ้าง

ราคาตั๋วไปกลับญี่ปุ่นปี 2015 จากเพจอาแป๊ะ ซื้ออย่างสบายใจ? : คลิกที่นี่

เทคนิคเตรียมตัวเที่ยวญี่ปุ่น (ใช้ได้กับทุกๆ ที่ เช่นกัน) : คลิกที่นี่

รายละเอียดการบิน และ ขั้นตอนเข้าเมือง (เดินทางคนเดียวตรวจโหดน่ะ !): คลิกที่นี่

จองที่พักผ่าน Agoda, Booking และ AirBNB อันไหนดี?: คลิกที่นี่

ไปไหนมาบ้าง (อย่างละเอียด)

โตเกียวกลาง

ชมประมูลปลาทูน่าที่ ตลาดปลาซึกิจิ: คลิกที่นี่
ขอพรศาลเจ้าแถวคันดะ: คลิกที่นี่
สูดอากาศธรรมชาติที่ สวนโคอิชิกาว่า: คลิกที่นี่


โตเกียวเหนือ

ถ่ายรูปกับโคมแดงที่ อาซากูสะ: คลิกที่นี่
เดินเล่นที่สวน อูเอโนะ: คลิกที่นี่

โตเกียวตะวันตก

ชมแสงสีที่ ชินจูกุ: คลิกที่นี่
ข้ามถนนที่ ชิบูย่า: คลิกที่นี่
สงบใจที่ ศาลเจ้าเมจิ: คลิกที่นี่
สุดยอดความงาม สวนชิจูกุเงียวเอน: คลิกที่นี่

โตเกียวใต้

โอไดบะ: คลิกที่นี่
 ชมโตเกียวทาวเวอร์ที่ roppongi hills: คลิกที่นี่

 

โตเกียวดีสนีย์ ซี : คลิกที่นี่

 

 การเดินทางเริ่มแล้ว !!!

เตรียมตังให้พร้อม และ เตรียมกระเป๋าให้พร้อม

เตรียมตังให้พร้อม และ เตรียมกระเป๋าให้พร้อม

จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้ไม่มีอะไรมากเลยจ้า คะแนน big point ของเครื่องบินหางแดงเหลือ 3 พันกว่าแต้ม และ เพจอาแป๊ะชื่อดังก็ขยันจัดโปร เลยไม่คิดอะไรมากจองตั๋วแล้วก็เดินทางกัน แล้วจองแบบผิดพลาดด้วยน่ะ อยากเห็นใบไม้เปลี่ยนสี แต่มาช่วงเวลาแบบนี้ ก็ได้เห็นเหมือนกันน่ะ แล้วคนก็ไม่เยอะอย่างช่วงพีค ><

อาทิตย์สุดท้ายของตุลาคม จะเห็นใบไม้เปลี่ยนสีได้เช่นกัน แม้จะไม่พีคมาก แต่คนมาเที่ยวก็น้อยตาม ทำให้เที่ยวแบบสบายๆ

เริ่มเดินทางกันเช้าวันที่ 19 ตุลาคมค่ะ ด้วยสายการบินหางแดง แอบนอยด์เหมือนกันค่ะทำการเช็คอินมาแล้ว เลยเหลือแค่โหลดกระเป๋ายังใช้เวลานานเท่ากับคนไม่ได้เช็คอินมาเลย ลองถามเจ้าหน้าที่เขาบอกว่าวันนี้คนเยอะ ก็เลยมีจุดผิดพลาดประมาณนี้แหละครัช แหมะ !

ซ้ายคือไม่ได้เช็คอินมา ขวาเช็คอินมาแล้วต้องการโหลดกระเป๋า

ซ้ายคือไม่ได้เช็คอินมา ขวาเช็คอินมาแล้วต้องการโหลดกระเป๋า

ตอนออกจากเมืองอย่าเผลอไปต่อแถวยาวกับคนต่างชาติน่ะจ๊ะ คือเป็นคนไทยมีตู้อัติโนมัติได้เลยไม่ต้องต่อคิวยาว แต่อย่าลืมเขียนข้อมูลลงใบขาออกจากเมืองไทยให้เรียบร้อยน่ะ เดียวพนักงานจะบ่นเอา ^^

ขวามือสำหรับคนไทย เป็นเครื่องอัตโนมัติ

ขวามือสำหรับคนไทย เป็นเครื่องอัตโนมัติ

จากนั้นเราก็เริ่มมารอเครื่องบินข้างในค่ะ ทุกคนรู้ไหมเรื่องดีๆก็เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มเดินทางเลยค่ะ คือตอนต่อแถวที่สนามบินเพื่อจะโหลดกระเป๋า ได้เจอพี่ท่านหนึ่งมากับลูกสาวตัวเล็กๆ ที่มายืนต่อด้วยกัน พี่เขาจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ญี่ปุ่นถาวร เพราะ แต่งงานมีครอบครัวกับคนที่นั้น เขาเดินทางมาครั้งแรกเลยไม่รู้ต้องต่อแถวไหน

เราเลยอาสายืนเฝ้ากระเป๋าให้ แล้วให้พี่เขาเดินไปถาม ซึ่งความดีเล็กๆน้อยๆที่แบ่งปันกัน ก็ทำให้พี่เขาให้ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ ในญี่ปุ่น กรณีเกิดปัญหาอะไร เพราะเราเดินทางคนเดียว

พี่เขาใจดีถึงกับจะให้เสื้อกันหนาวมาด้วยเลย ถ้าอากาศมันหนาวเกินที่เราเตรียมมา ขอบอกเลยว่าประทับใจพี่มากค่ะ รวมทั้งน้อง ยูอา ด้วยค่ะ

น้องยูอา วาดเครื่องบินที่เรากำลังจะบินกันค่ะ

น้องยูอา วาดเครื่องบินที่เรากำลังจะบินกันค่ะ

เวลาผ่านไปประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่งก็มาถึงสนามบิน นาริตะ ให้ความรู้สึกญี่ปุ่นทุกองศาจริงๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งตามผนัง และ เสียงเพลงในสนามบิน ญี่ปุ่นมากค่ะ อิอิ ยังไม่รู้สึกตื่นเต้นสักเท่าไรนักค่ะ มาตื่นเต้นตอนตรวจคนเข้าเมืองเนี่ยแหละ “พอรู้ว่ามาคนเดียวเท่านั้นแหละ คำถามเป็นล้านตามมา”  มีคนแอบเตือนแต่แรกว่าเป็นผู้หญิง ไปคนเดียวอาจเรื่องเยอะ ก็เลยเตรียมตัวมาอย่างดีค่ะ


เจ้าหน้าที่: มา 10 วันอยู่โตเกียวอย่างเดียวเลยหรอครัช?
เรา : ไม่ค่ะ ไปคาวากูจิ เกียวโต โอซาก้า โกเบบ้าง….
เจ้าหน้าที่: พกเงินมาเท่านี้ แค่นี้จริงๆหรอ ?
เรา : ใช่ค่ะ เงินสดนิดหน่อยที่เหลือมีบัตรเครดิต
เจ้าหน้าที่: แล้วมีเพื่อนที่โตเกียวไหม จะไปเที่ยวไหนบ้าง แพลน?
เรา: เราก็หยิบกระดาษที่แพลนไว้ให้อ่าน พร้อมบอกว่าคืนแรกพักแถว Ginza บลาๆๆๆ
เจ้าหน้าที่: เปิดอ่าน ทุกอย่างเป็นภาษาไทย ?!.$#?


3 นาทีผ่านไป ท่าทางเขาดูลังเล


เรา: เรามีตั๋วกลับวันนี้ที่ โอซาก้า และ นี้คือนามบัตรเรา เรามีงานการทำพร้อมที่เมืองไทยครัช =/\=

สรุปคือ ถ้าคุณเป็นผู้หญิง เดินทางคนเดียว คุณควรเตรียมตั๋วเครื่องบินขากลับให้เขาเห็น และ เตรียมนามบัตร หรืออะไรก็ได้ที่แสดงให้เขาเห็นว่า คุณมาเที่ยว ไม่ใช่มาทำอย่างอื่น


หลุดด่านมาแล้วสิ่งที่ต้องทำถัดไปคือ “หาซื้อตั๋ว Tokyo 3 days pass” อ่านในพันทิปเขาบอกให้มาซื้อร้าน Keisei มีรูปประกอบครบก็เดินเข้าไปเท่านั้นแหละ ที่นี่ขายจริงค่ะ แต่ต้องซื้อควบเป็นแพคเก็จรถไปกลับจากสนามบินนาริตะด้วยซึ่ง เราไม่ได้จะกลับนาริตะ !!! นั้นแหละครัชเดินหากันยาว จุดที่ซื้อบัตรใบนี้แค่ใบเดียวอยู่เป็นไปตามภาพนี้น่ะครัช

ซ้ายมือคือร้านที่ขายแค่ pass 3 days จริงๆ ส่วนขวามือเป็นร้านที่ขายเป็นแพคเก็จ ถ้ากลับนาริตะก็ซื้อร้านขวามือ แต่เราไม่ใช่น่ะ

ซ้ายมือคือร้านที่ขายแค่ pass 3 days จริงๆ ส่วนขวามือเป็นร้านที่ขายเป็นแพคเก็จ ถ้ากลับนาริตะก็ซื้อร้านขวามือ แต่เราไม่ใช่น่ะ

 จากนั้นเราก็หาทางเข้าเมืองกันค่ะ คนส่วนใหญ่จะนั่งรถ รถไฟเข้าไปที่สถานีโตเกียว และ ชินจูกุ อาจเป็นเพราะมีแพคเก็จไปจุดหมายนั้นด้วย แต่จุดหมายปลายทางเราสั้นกว่านั้นแค่ Ginza สาเหตุที่นอนแถวนี้เพราะ เราอยากเห็นกิจกรรมที่คนทั้งโลกอยากเห็นกับตา อย่างการประมูลปลาทูน่ากัน จุดหมายไม่เหมือนชาวบ้าน มาก็มาครั้งแรก ตั๋วรถไฟก็กดไม่เป็น น้ำตาจิไหล 55+ แต่คุณรู้ไหมว่าจุดนี้เอง มีเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นที่สามารถพูดไทยได้ชัดมากคอยช่วยเหลืออย่างเอาจริงเอาจังค่ะ ช่วยกันปรึกษาหารือว่าจะไปขบวนไหนดี รู้สึกดีอีกครั้งค่ะว่า คนดีๆ มันมีเยอะจริงๆ ^^

จุดที่จะขึ้นรถไฟเข้าเมือง จะมีเจ้าหน้าผู้ชายชาวญี่ปุ่น ที่พูดไทยได้ชัดมาก ค่อยช่วยเหลือเราอยู่ คอยช่วยวางแผน และ เลือกรถไฟ รวมทั้งสอนการกดตั๋วเดินทางจากตู้ด้วย – สุโค่ยยยย

พี่เจ้าหน้าที่ผู้ชายคนนี้แหละค่ะที่สามารถพูดภาษาไทยได้เก่งมาก

พี่เจ้าหน้าที่ผู้ชายคนนี้แหละค่ะที่สามารถพูดภาษาไทยได้เก่งมาก

กว่าจะมาถึงปลายทางที่พักก็ 4 ทุ่มพอดีค่ะ แต่ยังไม่เหนื่อยเลยออกเดินเล่นถ่ายรูปยามดึกที่ Ginza แล้วกลับเข้าที่พัก ที่พักในคืนนี้ Amzaing จริงๆ 55+ เป็นโรงแรมแคปซูลที่มี 4 ชั้นสำหรับผู้ชาย และ เปิดชั้น 5 ไว้สำหรับผู้หญิง มีสาวๆหมวยๆ ไต้หวัน ฮ่องกงมาพักตรึมค่ะ ความเด็ดของที่นี่คือ

ห้องอาบน้ำมีแค่ห้องเดียวอยู่ข้างล่าง ซึ่งเป็นห้องอาบน้ำรวม ด้วยความที่ ที่พักแห่งนี้เปิดสำหรับผู้ชายเป็นหลัก เราเลยต้องรอผู้ชายอาบน้ำเสร็จก่อนผู้หญิงถึงจะเข้าไปอาบได้ !!!

แต่เจ้าหน้าที่ๆนี่เขาดีมากเลยค่ะ นางจะคอยเดินเข้าไปดูให้ว่ามีใครหลงเหลืออยู่ในนั้นไหม แล้วก็ดูแลเราดีมาก แม้จะสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้มากก็ตาม สุดท้ายกว่าจะได้อาบน้ำก็เกือบเที่ยงคืน 55+ แล้วแบบบ่อน้ำร้อนก็คงผ่านการแช่มาเยอะอ่ะ เราไม่โอเค เราเลยไม่แช่ ><

ที่พักคืนแรก ทำเอาอยากยกแคปซูลกลับบ้าน มันนดูอบอุ่น

ที่พักคืนแรก ทำเอาอยากยกแคปซูลกลับบ้าน มันนดูอบอุ่น

ตีสองครึ่งของเช้าวันที่ 20 Oct 2015 !!!

รีบตื่นอย่างไวค่ะ เดินลงมาข้างล่างเจ้าหน้าที่ของโรงแรมถึงกับงง ก็เลยบอกเขาว่าจะไป tsukiji market เขาก็อ้อ คือ น่าตาเขาดูตกใจคนบ้าอะไรตี 2 ตี 3 ก็ออกไปเดินเล่น 55+ แล้วก็เตรียมตัวขึ้นแท็กซี่ค่ะ คือไม่มั่นใจว่าต้องโบกไหม หรือ ว่ายังไง แล้วต้องอยู่ตรงป้ายไหมไรงี้ ปัจจุบันก็ยังไม่ทราบน่ะว่าต้องโบกไหม 55+ แต่ลองโบกแล้วเขาก็จอด แล้วประตูก็เปิดเองอัตโนมัติ ทุกอย่างดูแกรนด์มากค่ะ ในรถมีกล้องวงจรปิด คนขับสุภาพมาก นางฟังเราพูด 3 รอบกว่าจะ อ้อออออ ! เราพูดผิดไปคำนึงแหละ 55+ ก่อนลงนางก็บอกว่ายืนรอตรงนี้น่ะ เขามาต่อแถวกันแถวนี้ คือดีงามมากค่ะ ถ้าเป็นแท็กซี่ไทยน่ะ พูดเยอะแยะอะไรก็ไม่รู้วววว แต่นี่คือ สาระเท่านั้น

แท็กซี่ที่นี่มีกล้องวงจรปิด ประตูเปิดปิดอัตโนมัติ มีใบเสร็จให้ และ บริการดีมากค่ะ ปรบมือให้

 เราก็มายืนต่อแถวค่ะ มาคนที่ 5 ช่วงเวลาตีสองเกือบตีสามรายละเอียดการเข้าชมการมาการไปอยู่ในนี้ คลิกที่นี่ ยืนรอไปก็คุยไปค่ะ ส่วนใหญ่ที่เข้ามาชมก็เป็นฝรั่งมีคนมาเลย์พาพ่อมาดูก็มี เวียดนามก็มี ชาวอิตาลีก็มี เยอะแยะมาก แล้วพวกเราก็รอเวลาจนกว่าจะได้เข้าไปในห้อง ตีห้ากว่านั้นแหละ พอได้เข้าไปกลิ่นนี่แบบปลากระป๋องบ้านเรามาก ปลาก็สดมากเช่นกัน อิอิ ตามภาพเลย

บรรยากาศการประมูลปลาที่อุตส่าตื่นตี 2 ไปชม

บรรยากาศการประมูลปลาที่อุตส่าตื่นตี 2 ไปชม

เมื่อออกมาแล้วก็ประมาณหกโมงเช้า กะจะออกมากินซูชิไดค่ะ แต่เวลาแบบนี้คือไม่ทันหรอก เพราะคนต่อแถวกันเยอะมาก ขนาดหกโมงเช้าน่ะ เลยตัดใจไม่กินแล้ว กินไข่หวานแทน แล้วกลับไปที่พัก อาบน้ำ แต่งหน้า ออกมาเที่ยวต่อ >< แวะเอากระเป๋าเดินทางเก็บที่ Asakusa แล้วเดินทางต่อ

เราใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวัน เพราะนอนแต่ละคืนไม่ซ้ำเลย 10 คืน 10 ที่ดีแทบจะสามารถรีวิวที่พักได้เลยอิอิ

 จุดหมายต่อไปของเราก็คือ สวน สวนโคอิชิกาว่า-โคระคุเอ็น เจตนาที่อยากไปสวนนี้เพราะเห็นในกลูเกิลแล้วช่วงใบไม้เปลี่ยนสีสวยดีเลยอยากไป แต่ตอนที่เราไปยังไม่เห็นมากน่ะ แต่มันก็สวยไปอีกแบบตามลิงค์ที่แปะไว้แหละ ตอนไปสถานที่แห่งนี้เผลอไปขึ้น JR เลยต้องเสียเงินเพิ่มประมาณ 210 เยน เพราะบัตรพาสที่เรามีใช้ไม่ได้นั้นเอง เจ้าหน้าที่ขายตั๋ว JR น่าตาดีมากค่ะ โอปป้านี่ธรรมดาไปเลย (งดภาพประกอบ 55+) เราใช้เวลากินอาหารเช้าในสวนนี้ค่ะ กินแกรนโนล่ากับนมสดที่แบกไปจากประเทศไทย ><

นี่แค่มุมเดียวของสวน ถ้าอยากอ่านเต็มๆ แนะนำให้อ่านอย่างละเอียด

นี่แค่มุมเดียวของสวน ถ้าอยากอ่านเต็มๆ แนะนำให้อ่านอย่างละเอียด

 ตามจริงสวนที่นี่ดูสงบและสวยงามมากเปรียบก็เหมือนสวนลุมในกรุงเทพค่ะ แต่ที่นี่มีการเก็บค่าเข้าชมด้วย สวนก็เลยเหมือนมีการตกแต่งอย่างดี จัดสวนเป็นโซนและเงียบสงบ ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีน่าจะสวยมากค่ะ 🙂 ลืมบอกว่าตอนนี้เรากำลังวนเที่ยวโตเกียวส่วนกลาง อยู่ค่ะ สถานที่ต่อไปที่ไปคือ คันดะ อยากไปชมศาลเจ้าที่เป็นสีดำทั้งหลังค่ะ สวยงามและสงบมาก ต้องขอออกตัวเราเป็นคริสนิกชนค่ะ วัดวาที่ไปส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปชมงานศิลปะมากกว่า ไม่ได้ขอพรอะไร อิอิ คันดะนี่ถือว่ากว้างพอตัวเหมือนกันน่ะ กว่าจะเดินมาจากสถานีรถไฟ แล้วทางมันเป็นภูเขาเปรียบเสมือนเราเดินขึ้นเขามาก แต่วัด และ ศาลเจ้าแถวนี้สวย แนะนำให้ลองมาชมกัน ชมศิลปะเรียบร้อยที่ต่อไปที่ไปคือ สวนอูเอโนะ

นี่ไงศาลเจ้าสีดำ ที่ คันดะ สวยงามมาก

นี่ไงศาลเจ้าสีดำ ที่ คันดะ สวยงามมาก


ยินดีต้อนรับเข้าสู่ โตเกียวส่วนเหนือ 

ว่าสวนที่แล้วใหญ่แล้ว สวนนี้เป็นอาณาจักรอูเอโนะเลยก็ว่าได้ แฮร่ๆ ที่นี่เหมาะกับนักศิลปะ หรือ นักออกแบบที่ต้องการหาแรงบันดาลใจในการคิดงานอะไรขึ้นมาสักชิ้นมากค่ะ บอกเลย เพราะที่นี่พิพิธภัณฑ์งานศิลปะเยอะมาก แต่ล่ะที่ต้องเสียค่าเข้า

เอาเข้าจริงเราก็ไม่ได้ดื่มดำงานศิลป์ขนาดนั้นเลยขอผ่าน 55+ นอกจากนั้นแล้วยังมีสวนสัตว์ โตขนาดนี้แล้วก็คงไม่ใช่แนวก็เลยไม่เข้าอีก เหลืออะไรล่ะ? อ้อออ เหลือวัดไงล่ะ

 วัดที่เดินไกลๆ ไกลมากตอนเดินกลับนี่ถึงกับท้อเลยครัช T_T ดีน่ะอากาศดี 18-19 องศาเวลากลางวัน แต่วิวระหว่างทางสวยน่ะ ดูเป็นศิลปะ ด้วยความที่เดินไกลจุดมุ่งหมายที่โดนกลืนกินไปตามเวลาก็หายไปด้วย อย่างพระราชวังอิมพิเรียล ประกอบกับวันนี้มีวแต่หลงทางกับการขึ้นรถไฟ พูดง่ายๆยังขึ้นไม่คล่องเลยใช้เวลานานพอตัว วันเดียวเรียนรู้ได้ ก็เที่ยวสบายรอบประเทศแล้ว แฮร่ๆ

หลงทางไปวันๆ อิอิ

หลงทางไปวันๆ อิอิ

ตอนนี้ก็เวลาบ่ายสี่โมงแล้วครัช จุดหมายที่วาดไว้ออกนอกเส้นทางนิดนึงเพราะว่าอยากไปถ่ายวิวตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน และ ช่วงเวลากลางคืน นี่อาจเป็นอีกส่วนหนึ่งของคนชอบถ่ายภาพมักจะมีเวลา Golden hours คือช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เวลานี้เลยยอมที่จะนั่งรถไฟไปต่อที่ Roppongi Hills ซึ่งนั่ง JR หน้าสวนอูเอโนะไม่ได้แน่ๆ ต้องเป็นอีกสายหนึ่งซึ่งไม่รู้อยู่ไหน รู้แต่ว่าอยู่แถวนี้เลย เจอคนดีอีกแล้วค่ะ กล้าที่จะถามผู้หญิงออฟฟิสสองคนที่กำลังเดินออกมาจากสวนอูเอโนะ เช่นกัน

คือจะไปรถไฟสายนี้ แต่ไม่รู้จะหาบน Google map ด้วยคำว่าอะไรก็เลยถาม แล้วเขาดีมากตรงที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ค่ะ เขาก็เลยพูดว่า follow me

 ในใจเราก็นึกว่าเขาจะไปตรงนั้นเช่นกัน เดินไกลเหมือนกันน่ะเกือบ 10 นาทีได้กว่าจะถึง เขาก็บอกให้เสร็จสรรพว่าประตูเบอร์นี้น่ะ แล้วเขาก็พูดคำว่า picture ? เราก็สงสัยนึกว่าจะถ่ายรูปด้วยกันหรอตามจริงคือเปล่าเลยค่ะ ตามจริงคือเขาจะถ่ายรูปให้เราเพราะเห็นเรามาคนเดียว โอ้ววว คือไม่รู้จะขอบคุณยังไงให้มันมีค่าเกินกว่านั้นค่ะ

การที่มีนักท่องเที่ยวมาถามทาง แล้วเราไม่รู้ แล้วเราอาสาด้วยคำว่า follow me คุณรู้ไหมมันมีค่ามหาศาลมากง่ะ ><

ระหว่างทางออกจากสวนอูเอโนะ ก็เจอคนดีๆอีกแล้ว

ระหว่างทางออกจากสวนอูเอโนะ ก็เจอคนดีๆอีกแล้ว

เมื่อมาถึงรถไฟแล้วก็ยิงยาวไปที่สถานี Roppongi Hills ไม่ต้องต่อสายไหนต่อแปบๆก็ถึงกันค่ะ แอบวางแผนมาเหมือนกันนะวันเที่ยวใกล้ๆกัน ขึ้นมาที่สถานีนี้อลังการดีค่ะ เพราะเป็น Complex Shopping และ เป็นออฟฟิส เดินขึ้นไปก็จะเห็นแมงมุมตัวใหญ่มาก แปลว่ามาถูกทางแล้ว เราก็เดินงงๆ ไปที่เคาเตอร์โรงแรม ฮ่าๆๆ ผิดทางเจ้าหน้าที่บอกว่าเดินไปตรงที่ mirror ตรงนั้นอ้อจะเห็นโดมกระจกก็เดินเข้าไปเลยค่ะ ตามทางไปเรื่อยๆ ขั้นตอนการซื้อตั๋วราคาต่างๆจะอยู่ในนี้ค่ะ Roppongi Hills

เวลาขึ้นมาแล้วจะเจอที่ชมวิวแบบมีกระจกกั้น ซึ่งไม่ใช่แบบที่ต้องการเลยต้องเสียเงินเพิ่มเพื่อขึ้นไปข้างบนค่ะ แฮร่ๆ ข้างบนมีลมตลอดเวลา หนาวมาก แต่วิวก็สวยมากเช่นกัน

นั่งรอเวลาและอาบแดดตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน แต่บอกเลยค่ะว่า 90%  ของคนที่ขึ้นมาจุดนี้มักจะมาเป็นคู่ >< คนโสดโปรดทำใจรอไว้ค่ะ แล้วหนุ่มๆที่นี่เขาดูเหมือนหลุดมาจากนิยายจริงๆเลอ บางคนก็ถอดเสื้อคลุมให้แฟน อารายยจะขนาดนั้น 55+ อิตต๋า

วิวบนตึก 360 องศาจ้า แต่เราถ่ายมาได้ประมาณนี้

วิวบนตึก 360 องศาจ้า แต่เราถ่ายมาได้ประมาณนี้

 ลงมา พร้อมความเหนื่อยล้าเต็มที แบตที่กล้องใกล้หมด เลยตัดสินใจกลับที่พักค่ะ ที่พักคืนนี้เป็นแคปซูลอีกเหมือนเคยครั้งนี้เป็นโรงแรมที่เปิดแคปซูลแค่ 2 ชั้นที่เหลือเป็นห้องปกติ มีห้องอาบน้ำแยกชายหญิงอยู่ที่ชั้น 8 ความโดดเด่นของที่นี่คือ วิวชั้น 8 เนี่ยแหละจัดว่าเด็ด แต่ความไม่โอเคของที่นี่คือ แคปซูลไม่มีปลั๊กเสียบ อยากชาร์ตอะไรต้องไปชาร์ตสาธารณะ แล้วเราต้องไปยืนเฝ้า โอ้วโน่ววว อันนี้ยังพอรับได้

ความอึ้งอยู่ตรงที่ตกดึกเข้าห้องน้ำเพื่อไปอาบน้ำ ห้องน้ำรวมอีกแล้วครัช ถึงกับรอเที่ยงคืนเพื่อได้อาบน้ำคนเดียว คือไม่โอเคมากที่ต้องแก้ผ้าอาบน้ำกับคนอื่น

 ระหว่างรอก็ไปเดินเล่นถ่ายรูปแถวตึกอาซาฮี และ ไปเดินถ่ายภาพแถว อาสากูซะ แล้วก็หาอะไรทาน แถวนั้นของทานเยอะ ถือขาตั้งกล้องไปตั้งกล้องถ่าย มีแต่คนมอง ที่มองไม่ใช่อะไรเขาอยากให้ถ่ายภาพให้หน่อย แล้วถ่ายเสร็จเขาก็ขอถ่ายรูปกับเรา ฮ่าาา งงหนักเลย ก็เออๆออๆค่ะ แต่ช่วงเวลานั้นร้านปิดหมดแล้วน่ะข้างหน้าศาล เลยเดินมาหาอะไรกินถัดจากนั้น ร้าน 490 เยนหลายเมนู อร่อยดีค่ะ แต่คนที่นี่ทุกร้านเลยน่ารักอยู่อย่างตรงที่มีใจพร้อมบริการเต็มที่มากค่ะ ทำอาหารไป เสริฟไปยิ้มแย้มไป น่าตาแจ่มใส่มากชอบค่ะ แล้วก็กลับเข้าที่พักเพื่ออาบน้ำ เวลานี้ไม่มีใครอาบแล้วค่ะ ฮ่าๆๆ ขอส่งท้ายค่ำคืนนี้ไปด้วยวิวตึก Asahi ที่ถ่ายลงมาจากห้องน้ำที่พัก ฝันดีค่ะ

วิวแบบนี้ ถ่ายมาจากห้องน้ำ โรงแรมแคปซูล

วิวแบบนี้ ถ่ายมาจากห้องน้ำ โรงแรมแคปซูล


เวลา 07:00 ของวันที่ 21 Oct 2015

ตื่นเวลาเดิมค่ะเจ็ดโมงเช้า อาบน้ำแต่งหน้าเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือนั่งชมวิวก่อนออกมา 55+ สังเกตไหมว่าที่เล่ามานี่แทบไม่ได้เล่าเลยว่ากินอะไรยังไง ก็เที่ยวๆ กินวันล่ะมื้อสองมื้อเองง่ะ แต่อยู่ได้สนุกไปอีกกลัวเที่ยวไม่ครบแค่นั้น วันนี้อากาศอยู่ดีๆก็ลงมาหนาวเลยค่ะ จากปกติ 18 องศาวันนี้ลงมา 14 องศาแล้วลมแรงมากน่าจะเหลือ 9 องศาได้สะท้านมากจุดมุ่งหมายต่อไปคือ โตเกียวตะวันตก เพราะที่พักคืนถัดไปจะอยู่ที่ ชินจูกุ เดินหนาวๆโต้ลมลากกระเป๋าไปที่สถานีรถไฟ โผล่ขึ้นมาอีกทีก็ ชินจูกุ แล้ว ตื่นเต้นสุดๆ


ยินดีต้อนรับเข้าสู่ โตเกียวโซนตะวันตก
สาเหตุที่พักย่านนี้คืนนี้ เพราะ พรุ่งนี้เช้าจะไปฟูจิแต่เช้า ดังนั้นเช้าวันนี้ก็มุ่งหน้าไปพักที่ โรงแรมแคปซูลย่านชินจูกุ โผล่ขึ้นมาที่นี่ถึงกับงง เจริญมากครัช ตึกระฟ้าเต็มไปหมดเลย

แล้วก็เดินตามหาที่พักโดย Google map แต่แอพนี้มันชอบพาไปทางลัดอยู่เรื่อยเลย เลยเข้าไปหลงอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืน แค่ป้ายหน้าร้านก็รู้เลยว่าเป็นร้านอะไร คิดดูล่ะกัน 55+ ศิลปะที่นี่ยิ่งสร้างสรรค์อยู่

 แต่เวลานี้เป็นเวลาเช้าน่ะ ยังเห็นคนเดินเซกันอยู่เลยครัช สงสัยเพิ่งสร่าง แล้วก็มาถึงโรงแรม หารู้ไม่ว่าโรงแรมก็อยู่กลางผับบาร์นั้นแหละ ถึงกับอึ้ง แต่ที่พักที่นี่ถือว่าประทับใจน่ะ เดียวมาเล่าให้ฟังว่าเพราะอะไร ตอนนี้ขอเก็บกระเป๋าแปบน่ะ 55+

ที่นี่ถือว่าสมบูรณ์สุด ในเรื่องบริการ ย่านชิจูกุ

ที่นี่ถือว่าสมบูรณ์สุด ในเรื่องบริการ ย่านชิจูกุ

จุดมุ่งหมายถัดไปคือ สวนชินจูกุเงียวเอน เดินตั้งแต่ที่พักกินลมชมวิวแต่เดินไปเดินมาอยากเข้าห้องน้ำ ก็เลยเห็นตึกออฟฟิส ตึกหนึ่งเลยเดินเข้าไปมั่นใจว่าต้องมีห้องน้ำ แต่คือห้องน้ำธรรมดามันปิดปรับปรุงก็มีลูกศรให้ใช้ ห้องน้ำคนพิการ หรือ คนชราได้ นั้นแหละครัชก็เลยเข้าไป จุดพีคของเรื่องนี้คือ

ปลดทุกข์เสร็จแล้ว ปุ่มกดฟลัชน้ำอยู่ที่ไหน !!!! ทุกอย่างในห้องเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย ลองทุกปุ่มจริงๆ จนเจอปุ่มสุดท้ายที่ไม่คิดจะกดคือปุ่มสีแดง

 แต่มันไม่มีอะไรให้กดแล้วง่ะ ก็เลยกด เท่านั้นแหละเสียงสัญญาณขอความช่วยเหลือก็ดังขึ้น โอ้วววม้ายยยย น่าพี่โน๊ต อุดมนี่ลอยขึ้นมาเลย แล้วก็มีพี่ยามมาเคาะเรียก คำเดียวที่พูดได้ตอนนั้นคือ I’m OK ฮ่าาาาาา ฝุดๆ แล้วทันใดนั้นก็สะดุดอะไรไม่รู้ เหมือนเปนการกดชักโครก ที่ไหนได้ให้เหยียบแล้วมันจะ flush – ประสบการณ์อายๆ

ห้องน้ำที่ว่าอยู่แถวนี้แหละ 55+

ห้องน้ำที่ว่าอยู่แถวนี้แหละ 55+

เดินออกมาอย่างไม่หันหลังกลับ ฮ่าา ก็เดินมุ่งหน้าไปที่สวนเลยจ้าเดินมาอีกทีเห็นสถานีรถไฟใต้ดินใกล้สวนด้วย มิน่าเดินมาเลย แต่ก็ได้เห็นทุกซอกทุกมุมของชินจูกุน่ะ สวนที่นี่เสียค่าเข้าเช่นเดิม ที่เพิ่มเติมคือใหญ่อลังมาก คือกว้างขวางแบ่งเป็นโซน สวนญี่ปุ่น สวนฝรั่ง เห็นร้านอาหารที่นี่น่าทานดีค่ะ เลยลองเข้าไปทานชุดอาหารกลางวัน บอกตามตรงว่าชอบน่ะ เป็นข้าวแกงกะหรี่แห้ง พร้อมน้ำส้มโยเกิร์ต อร่อยง่ะไม่เคยกินอะไรแบบนี้เลย อิอิ

อร่อยยย

อร่อยยย

จังหวะนี้ pocket wifi ดันมีปัญหาขึ้นมาซ่ะงั้นค้าง เลยจะโทรไปเบอร์ที่ติดอยู่ข้างเครื่อง wifi สรุปไม่ติดเลยจะโทรไปจองรถ Night bus จากคาวากูจิ ไป เกียวโต ติดน่ะแต่ฟังไม่รู้เรื่องภาษาญี่ปุ่นล้วน ตัดใจไปลุ้นพรุ่งนี้แทนก็เข้าไปเดินเล่นในสวนค่ะ เงียบสงบ แต่ต้นไม้ที่นี่ใหญ่มากเลยน่ะ เยอะด้วย

ที่นี่จะมีฝั่งสวนญี่ปุ่นที่เป็นจุดเด่นของที่นี่ เพราะมีบ่อน้ำ แล้ว จะมีต้นไม้ริมน้ำ เวลาที่ถึงเวลาใบไม้เปลี่ยนสี ริมน้ำนี้จะสวยมาก เพราะจะสะท้อนสีส้มเหลืองแดง ต้องลองมาสัมผัส บรรยากาศนี้กัน

 สักพักก็เดินทางไปอีกที่คือ ศาลเจ้าเมจิ ที่นี่ก็เช่นเคยค่ะมาเพื่อชมศิลปะ ประตูทางเข้ามีไม้สวยมากเลยครัช เห็นใครๆก็มาถ่ายรูปที่นี่ แล้วเราก็เดินเข้าไประหว่างทางที่เดินจะเห็นเด็กเล็กๆ ทั้งชายและหญิงแต่งชุดประจำชาติกันเดินออกมา พร้อมครอบครัว น่ารักมากค่ะ เขาว่ากันว่าที่นี่เป็นสถานที่ๆดีสำหรับการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต รวมทั้ง เป็นที่ๆนิยมมีคนมาแต่งงานกัน สาระมีอยู่จริงเห็นม่ะ 55+ ก็เดินเข้าไปดูข้างในค่ะ ที่นี่แอบเคร่งครัดเรื่องถ่ายรูปน่ะครัช ระวังด้วยค่ะ เดินชมศาลเจ้าสักพักก็เดินออกมา เตรียมสู่อาณาจักรอันไกลโพ่น อาณาจักร โอไดบะ


ยินดีต้อนรับเข้าสู่ โตเกียวโซนใต้ ที่เดียวเท่านั้นแหละ 

การที่ขึ้นรถไฟยูริกาโมเมะ แล้วมานั่งหลังสุด หรือ หน้าสุดก็มักจะได้วิวนี้ค่ะ

การที่ขึ้นรถไฟยูริกาโมเมะ แล้วมานั่งหลังสุด หรือ หน้าสุดก็มักจะได้วิวนี้ค่ะ

ออกมาจากศาลเจ้าเมจิ เราก็มุ่งหน้าสู่ โอไดบะ โดยเราต้องมุ่งไปที่สถานี Shimbashi เพราะเราจะไปนั่งรถไฟสาย Yurikamome เที่ยวกันโดยมีเวลาครึ่งวัน แต่ซื้อ pass สายนี้ทั้งวันค่ะ อิอิ กลัวไม่คุ้ม เริ่มต้นก็วิ่งเข้าไปนั่งท้ายขบวนก็ได้ หรือ ต้นขบวนก็ได้ค่ะเพราะอยากเห็นวิวชัดๆแบบ 180 องศาเว่อไหมล้าาา อีกอย่างนั่งให้คุ้มหน่อยสำหรับรถไฟที่ไม่มีคนขับ เรานั่งยาวไกลเพราะอยากเห็นวิว จนเห็นเรื่องที่น่าตกใจคือ

มีแม่บ้านชาวญี่ปุ่น สะพายลูกเล็กอยู่ที่ข้างหน้า มาพร้อมลูกสาวน่าจะอายุประมาณ 6 ขวบ แล้วเขาเหมือนลงไม่ทัน เหมือนแม่เขาก็หลุดออกไปแล้วแต่ลูกยังไม่ได้ก้าวออกไป รถไฟมันก็ปิด

 แล้วแม่ก็เอามือขวางประตูมันก็เหมือนจะหนีบน่ะ แต่ประตูคงมีเซนเซอร์ น้องผู้หญิงก็ทำน่าตกใจร้องไห้ออกมา แล้วประตูก็พยายามจะปิด เปิดเข้าเปิดออกจนมันยอมเปิดแบบจริงๆจัง สาวน้อยคนนี้ถึงหลุดออกไปกับแม่ได้ คือน่ากลัวเหมือนกันนะเวลาอะไรที่ไม่มีมนุษย์ควบคุมขนาดนี้ มันก็ออโต้เกิ๊นนนน แล้วเรานั่งไปไกลจนจะสุดแล้วเลยนั่งกลับ

นี่แหละ โอไดบะ

นี่แหละ โอไดบะ

 แวะมาเดินห้างใน Color Palatte  ก็ของแฟชั่น เครื่องสำอางเยอะดีค่ะ แต่ไม่มีตังซื้อน่ะ อิอิ เลยเดินชมโตโยต้า สักพักแล้วก็ไปดูเขาเทสไดฟ์กัน มีดิฟโชว์ด้วยน่ะ แล้วก็เดินทะลุไปเพื่อจะขึ้นชิงช้าสวรรค์ ต้องตู้ใสเท่านั้นน่ะ สูงได้ใจจริงๆ แล้วแบบไปคนเดียว นั่งคนเดียว ฮ่าา สบายมาก ช่วงที่จะขึ้นก็ห้าโมงเย็นประมาณนั้น คือ

แอบยืนรอแสงอาทิตย์ด้วยแล้วค่อยขึ้น ถึงจะได้ภาพอะไรแบบนี้มาฝาก เลยยืนกินไอติมกูลิโกะรอด้วย อร่อยดีค่ะอิอิ

แล้วก็ถึงเวลาขึ้นไป ใจจริงอยากเดินไปดูกันดัมแต่เห็นระยะทางล่ะ ไม่ไหว ไปจุดนั้นเลยคือจุดที่มีเทพีเสรีภาพ เอาเข้าจริงเวลานั่งไม่ได้จำน่ะว่าสถานีไหน คือเห็นอะไรแล้วสนใจก็กระโดดลงเลย ง่ายดีไหม 55+ ตอนนั้นอากาศดีมากค่ะ เหมือนจะทุ่มนึงแล้ว คอนเซปต์มีเหมือนเดิมมีแต่คนมีคู่เขามาเดินกันแหละ แนะนำค่ะ บริเวณเทพีคนจะเยอะ ลองเดินไกลมาหน่อยลงไปที่หาดทราย สงบมาก จะเห็นแสงไฟระยิบระยับ บรรยากาศดี๊ดี อยู่นานเหมือนกันค่ะ แล้วก็เดินทางกลับค่ะ มุ่งหน้าไปที่ ชิบูย่า

โอไดบะ หรือ นิวยอร์คครัช

โอไดบะ หรือ นิวยอร์คครัช


กลับเข้าสู่ โตเกียวโซนตะวันตก อีกครั้ง 

ครั้งนี้เราจะมาเดินทำตัวชิคที่ แยกชิบูย่า เดินเลียบๆเคียงจากสถานีรถไฟก็พอเห็นความอลังการของแยกนี้แล้ว แต่เขาว่ากันว่าถ้าอยากมุมชัดๆให้ไปนั่งที่ สตาบัคชั้นสอง ในตึกซึทาญ่า แน่นอนค่ะคนทั่วโลกก็มานั่งกัน เราก็ซื้อโกโก้ดื่มรอเลยค่ะ อร่อยมาก ฮ่าา

สตาบัค ที่ญี่ปุ่น เขาว่ากันว่า วัตถุดิบจำพวก ชาเขียว และ โกโก้ นั้นจะปลูกกันแค่ในประเทศนี้ รสชาติที่ได้จะต่างจากที่ประเทศอื่น ขนาดนั้นเลยหรอครัช ?

ก็ได้เห็นคนข้ามนั้นแหละจ้า จังหวะเข้าให้ข้ามก็ถ่ายรูปที รอจังหวะนี้ 5 รอบได้แล้วก็ลงไปเดินเล่นข้างล่างค่ะ ผู้คนพลุกพล่าน เดินไปเดินมาก็พบร้านเครปเย็นชื่อดัง ก็เดินเข้าไปตรงนั้น บอกตามตรงเสื้อผ้าไม่ใช่แนวเลยง่ะ 55+ เลยไม่ได้เดินเข้าไปลึก แล้วก็ตั้งใจจะเดินกลับไปที่ชินจูกุ สรุปว่าหลงทางจ้า หลงไปไหนก็ไม่รู้ด้วย ขนาดเดินตาม google map แล้วน่ะสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ หารถไฟใต้ดินกลับกว่าจะเจอเดินเยอะมาก เปลี่ยวด้วยเหอะ -*-

ร้านบังคับ มุมบังคับ สำหรับการมาชิบูย่า

ร้านบังคับ มุมบังคับ สำหรับการมาชิบูย่า

แล้วก็กลับมาชินจูกุอีกครั้ง กลางคืนแบบนี้เห็นคนวัยทำงานเดินกันเยอะมากค่ะ แล้วก็ทำให้ได้เห็น โตเกียวในอีกแง่มุมนึงจริงๆ คือ จะมีซอยที่มีแต่ที่เที่ยวกลางคืนค่ะ แล้วต้นซอยก็จะมีหนุ่มๆ น่าตาดีมาคอยเรียกแขก รวมทั้งมีนิโกรคอยเรียกแขกเช่นกัน แอบน่ากลัวค่ะ แต่แค่เดินผ่านน่ะไม่กล้าเดินเข้าไป มีคนแนะนำว่าควรมีเพื่อนญี่ปุ่นไปด้วยถ้าจะเที่ยวจริงๆ เลยเดินผ่านไป แล้วจะเดินไปถ่ายรูปรถไฟที่เป็นสัญลักษณ์ตรงนั้น ก็มีผู้ชายสองคนแต่งชุดทำงานเดินเข้ามาทัก พร้อมพูดภาษาญี่ปุ่น พูดอะไรไม่รู้เลยบอกว่า I can’t speak Japanese … เขาก็ทำน่าตกใจท่าทางเหมือนขอโทษแล้วก็โบกมือล่า เราก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จนขึ้นไปบนสะพานลอย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่นี่รองรับแผนดินไหวอะไรแบบนี้หรือเปล่า ขนาดรถวิ่งผ่าน สะพานยังสั่นไปสั่นมาเลย ภาพที่ได้เลยไม่ชัดเท่าที่ควร ไม่รู้จะทำไงด้วยน่ะ 55+

สะพานลอยที่นี่คงรองรับการเกิดแผ่นดินไหว ขนาดลมพัดยังสั่นเลย ภาพเลยไม่ชัด > <

ภาพมันเบลอ สะพานลอยสั่นตามลมแรงๆ

ภาพมันเบลอ สะพานลอยสั่นตามลมแรงๆ

ขอส่งท้ายค่ำคืนนี้ไปด้วย โรงแรมแคปซูล ใกล้แหล่งอโคจรในชินจูกุที่นี่ถือว่าดีเลยแหละถ้าเทียบกับที่อื่น แคปซูลก็ดูใหม่ ห้องน้ำก็ดี ห้องอาบน้ำแยก สิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน ทุกอย่างดูใหม่อีกอย่าง มีฝรั่งมาพักเยอะมากได้เพื่อนใหม่ตรึม คืนนี้ถือว่าผ่านพ้นไปด้วยดีมากค่ะ พรุ่งนี้เตรียมพร้อม Disney Sea


เช้าแล้วของวันที่ 22 Oct 2015

รีบเตรียมตัวแต่เช้า ช่วง Rush hours พอดีไม่น่าเลยครัช คือรีบเอากระเป๋าไปฝากอีกที่พักนึง ซึ่งที่พักนี้จองผ่าน AirBNB คือเราติดต่อผ่านเจ้าของโดยตรงผ่าน AirBNB เมื่อเจ้าของตอบตกลงก็เหมือนเราจองโดยอัตโนมัติ หักเงินเรียบร้อย การบริการแต่ละที่ก็จะต่างกันไป แต่เจ้านี้มีลายแทงเหมือนให้เราไปหาค่ะ ลายแทงเขามาเป็นภาพ ลุ้นจับใจจริงๆว่าภาพจะไม่ครบตรงไหน สรุปว่าครบน่ะครัช โล่งอก พอเปิดห้องเข้าไปเท่านั้นแหละ โอ้วววมายย นี่ฉันจองห้องแบบนอนรวมชายหญิงหรอเนี่ย -*- คืนนี้จะปลอดภัยไหม เปิดเข้าไปคือเห็นผู้ชายคนนึงนอนอยู่ คำถามมากมายในหัวก็เกิดขึ้นว่าต้องนอนกันสองต่อสองหรอ 55+ จังหวะนั้นก็อธิษฐาน และ วางใจในพระเจ้าค่ะ แล้วก็เที่ยวต่อ ด้วยความรู้สึก เซอไพรซ์ ฝุดๆ

การเดินทางมักเจอเรื่องที่ไม่คาดคิด บางเรื่องก็ เซอร์ไพรส์ บางเรื่องก็อึ้งไปเลย 55+

เก็บกระเป๋าเรียบร้อย ก็มุ่งหน้าไปที่ Tokyo disney sea กันเลย ออกเดินทางจากชินจูกุ มุ่งตรงไปที่ Mihama แล้วก็นั่งรถไฟของดิสนีย์อีก 260 เยนต้องยอมรับเลยว่านั่งรถไฟนานจริงกว่าจะไปถึงนั้น ทำให้ผิดแผนไปช้ากว่าปกติชั่วโมงเต็ม คนก็เยอะมากแล้วด้วย ไปตรงไหนก็มีแต่คนสรุปว่า แต่ละเครื่องเล่นถ้าไม่มี Fast Pass ก็ทำใจจ้ายืนรอ 1 ชั่วโมงขั้นต่ำ แต่ก็ไหนๆแล้วก็รอไป เล่นไปยัน 1 ทุ่มแล้วกลับมาที่พัก นั่งรอลุ้นเกือบ 4 ทุ่มคืออยากมั่นใจว่า จะมีใครมานอน ก็ไม่มีใครมาสักที หลับไปแล้วถึงได้มีคนเดินเข้ามาห้องพักเป็นคู่รักชายหญิง โอเคสบายใจแล้ว พรุ่งนี้มุ่งหน้าไปฟูจิได้

20,693 total views, 14 views today