นครวัด-โฮจิมินห์-มุยเน่ 5 วันทริปเดียวจบ [ถึงโฮจิมินห์-มุยเน่ กันแล้ว]

เวียดนาม ทริปนี้เป็นทริปที่เราเชื่อว่าคนไทยน้อยคนจะทำกัน [ภาคต่อจากเสียมเรียบ] คนบ้าอะไรไป เที่ยวเวียดนาม แต่นั่งรถจากกัมพูชาไป !! อันนี้เรื่องจริง กับทริปบ้าบอ

5วัน 3เมือง 2ประเทศ ฉันอยากเห็นทะเลทราย และ ความอลังการของนครวัดในทริปเดียวกันนั้นเอง

งานวางแผนก็มาสิค่ะ เวลาจำกัดเท่านี้ งบก็จำกัดเช่นกัน การนั่งเครื่องบินต่อประเทศจึงไม่ตอบโจทย์ แต่นั่งเครื่องบินจากประเทศไทย และ กลับประเทศไทยยังพอมีงบได้สบายๆ ทริปนี้ถือเป็นทริปแบ็คแพคเต็มตัว สิ่งที่พบเจอก็ประทับใจมาก คุณค่าที่คุณคู่ควรแน่นอน ตามฉันมา 6 August Journey จะพาไปลุยกับทริป 5 วัน 2 ประเทศแบบลุยๆ

งบที่ใช้ที่เวียดนาม (Fix cost ที่ทุกคนต้องจ่าย)

งบที่เราใช้กันที่เวียดนาม

ไปไหนมาบ้าง

ไปไหนมาบ้าง 5 วันนี้

เตรียมอะไรบ้าง

ทริคเล็กๆ เที่ยวเวียดนามอย่างไรไม่ให้โดนหลอก : คลิกที่นี่
Hak’s House ที่พัก 290 บาทรวมอาหารเช้า : คลิกที่นี่
พักกับโฮสต์ที่เวียดนามช่วยการเดินทางได้เยอะ : คลิกที่นี่

  วั น ที่   3 : เ สี ย ม เ รี ย บ – โ ฮ จิ มิ น ห์

คำพูดที่บอกว่าฉันลืมตาขึ้นมา แล้ว จะมาโผล่อีกเมืองเป็นเรื่องมโนล้วนๆ เพราะ 06:00 น. เรายังอยู่พนมเปญอยู่เลย 55+ นี่ฉันจะไปถึงเวียดนามกี่โมงกัน โอ้ย

ถ้าอยากลืมตาขึ้นมาแล้วเจอโฮจิมินห์ของแท้ต้องขึ้นบัสรอบ 1 ทุ่มจ้า

ก็ตามนั้นแหละ รอดปลอดภัยถือเป็นใช้ได้ ทำให้เรามีเวลาสังเกตเรื่องราวตลาดเช้าของเมืองหลวงกัมพูชาไปพลางๆ

แสงเช้าที่พนมเปญ

ในขณะที่ทั้งคันในรถเป็นฝรั่ง 95 % เราก็นอนหลับกันยาวๆ ถนนขรุขระบ้าง จอดพักเข้าห้องน้ำบ้าง แล้วเราก็เริ่มได้กลิ่นความเป็นเวียดนามขึ้นมา

เราเริ่มเข้าสู่ชายแดนแล้ว ชายแดนที่ต้องใช้เงิน ดอง

แต่เราไม่มีเงินดองกันไง 55+ การใช้ดอลลาร์เป็นการเสียเปรียบสินเชิงในชายแดนแห่งนี้ แล้วรถก็จอดอย่างจริงจัง เพื่อให้เราก้าวเท้าผ่านข้ามประเทศ !!!! เน้นว่าก้าวเท้า 55+

บรรยากาศการก้าวเท้าเข้าประเทศ

แล้วก็ขึ้นรถกันต่อ เพื่อเข้าสู่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ที่ดูร้างๆ ไม่หรูหราเหมือนในสนามบิน ที่สำคัญพี่ท่านใช้เวลานานกันมาก สำหรับบัสเรา ต้องรอให้ครบถึงจะไปได้

เราใช้เวลาค่อนชั่วโมง กับ การตรวจคนเข้าเมืองต่อ 1 บัส

เมื่อผ่านจุดๆนี้เราก็เข้าสู่เวียดนามอย่างเป็นทางการแล้ว เย่ !

ตรวจจ้าบรรยากาศบ้านๆ

ไม่นานนักเราก็มาถึง เมืองที่ โค ต ร วุ่นวาย เรามาเจอถนนที่นี่ครั้งแรกปวดหัวเลยจ้า คือรถเยอะมาก วุ่นวายไปหมด ที่สำคัญถนนที่นี่ส่วนใหญ่เป็น One way

บัสก็พาเราขับวนไป วนมานานมาก กว่าจะปล่อยพวกเราลง

ฝรั่งทั้งคัน รวมทั้งตัวเราด้วยก็ลง ในที่ๆไม่น่าจะใช่ ความพีคคือ เราไม่มีเงินดองสักดอง เราเลยรีบถามคนรถว่าแลกเงินตรงไหน ก่อนจากกัน คนรถชาวเวียดนามก็ใจดีนะ ควักมาแลกเพื่อให้เราพอใช้เฉพาะหน้าไปก่อนในเรตที่ดี

ตึกราบ้านช่อง

จะว่าไปแล้ว คนดีๆก็มีเยอะ ไม่ใช่ว่ามาเวียดนามแล้วจะโดนหลอกเสมอไป ต้องขอบคุณพี่คนขับ และ คนติดรถบัสที่ช่วยเหลือ สิ่งต่อไปที่จะทำคือ หาซื้อซิมส์การ์ดเพื่อต่อเน็ต

เราต้องเริ่มโบกแท็กซี่แล้ว เพราะเวลานี้ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ไปไหนก็ยาก

ลุ้นกันไปจะโดนพี่แกโกงไหม จะเจอประสบการณ์ไม่ดีหรือเปล่า ปรากฎว่าดี !! กดมิเตอร์ปกติ รวมทั้งพาไปแวะจอดซื้อซิมส์อินเตอร์เน็ตด้วย 170 บาทกับเน็ต 16 GB พี่ท่านเล่นจอดกันริมถนนนั้นแหละ 2 เลนส์ด้วยนะ 55+

แท็กซี่ต้องรถขาวเท่านั้น

แล้วเราก็มาถึงที่พัก ซึ่งครั้งนี้เราเลือกพักกับโฮสต์ที่จองผ่าน AirBNB เขาชื่อว่าคุณทอง [FB : คุณทอง] เพราะเราว่าเขาน่าจะแนะนำการเที่ยวแบบ local ได้เยอะแน่นอน

ซื้อทัวร์ที่ไหน กินที่ไหน จะมีใครรู้ดีเท่าคน Local ?

กว่าเราจะมาถึงที่พักก็ปาไปบ่ายโมง กว่าจะคุยกันเรื่อยเปื่อย ที่เที่ยวในเวียดนามแบบ Unseen ก็ได้มาจากคุณทองนี่แหละ ต้องตามรอยแล้วจะมาเล่าให้ฟัง

รถเมล์ดีมาก ใหม่ แอร์เย็น มีตั๋วแน่นอน

เราก็ออกเดินทางกันต่อ อย่างน้อยก็ได้เห็นโฮจิมินห์ ในระยะเวลาสั่นๆก็ยังดี คุณทองก็แนะนำก่อนเลยว่าให้เรามุ่งหน้าไปที่ Pham Ngu Lao (ฟาร์ม งู เหลา) กันก่อนเพราะที่นี่เป็นศูนย์รวมของทัวร์

นอกจากขายทัวร์แล้ว ที่นี่เต็มไปด้วยผับบาร์

แกก็บอกให้ไปขึ้นรถตรงนี้ สายนี้ กำชับแน่นหนา โฮสต์ดี๊ดี

บรรยากาศร้านขายที่ ฟาม งู เหลา

ไม่นานนักเราก็มาถึง มันเป็นถนนเล็กๆ ที่จะมีตึกแถวเรียงราย แต่ละคูหาก็จะมีทัวร์เรียงกันไป เราก็เดินถามราคากันให้สบายใจ ความได้เปรียบของเราคือ

เรามากัน 4 คนเราต่อราคาได้สบายเพราะเขาจะยอมลดกำไรลงบ้าง

ยิ่งเจอเจ้าของร้านผู้มีอำนาจในการตัดสินใจแล้ว เราก็จะเดินเลือกเปรียบเทียบได้ยาวๆ จนเดินไปกินสตาร์บัค 1 รอบแล้วก็เดินมาซื้อก็ยังได้

หมีสตาร์บัคที่นี่ใส่หมวกเวียดนามนะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็สืบราคามาล่วงหน้าแล้วแหละ เกิดได้พองามไม่งั้นโดนฟันหัวแบะนะคุณ ตั๋วทัวร์เสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็มุ่งหน้าหาที่เที่ยวกันต่อจากเวลาแบบนี้

ห้าโมงเย็นแล้ว หลายที่คงปิด ดังนั้นมุ่งหน้าไปชมวิวเมืองดีกว่า

กับที่ Saigon SkyDeck แล้ว Google Map ก็พาเราเดินมารอรถเมล์กัน 55+

บรรยากาศป้ายรถเมล์

ความพีคของมือใหม่หัดเที่ยวเวียดนามก็คือ การข้ามถนนั้นแหละ จำไว้ว่า มองขวาแล้วข้ามแล้วก็ค่อยมองซ้ายแล้วข้าม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่าหยุดเดิน 55+

ถ้าเราไปทำตัวเกะกะกลางถนน ก็แค่โดนบีบแตรใส่ แต่จำไว้ว่าอย่าหยุดเดิน

ให้ความรู้สึกสโลแกนอะไรบ้างอย่าง Johney Walker หรอ หรืออะไร 55+

ที่แห่งนี้เองจะทำให้เราเห็นกรุงโฮจิมินห์แบบ 360 องศา ที่นี่เจริญมากจริงๆ มองไปทางไหนก็เจอแสงไฟระยิบระยับ เส้นถนนก็มีรถเต็มไปหมด ตึกราบ้านช่องก็มีแบบยุโรป แบบธรรมดาก็มี

และที่นี่ คอนโดกำลังจะผุดขึ้นเต็มไปหมด

บางทีก็แทบไม่หลงเหลือความเป็นเวียดนามไว้ให้เห็นเลย เพราะคนหนุ่มสาวก็ใช้ชีวิตแบบสมัยใหม่กันหมด

วิวเมืองโฮจิมินห์ยามค่ำคืน

เราอยู่ที่นี่กันนานพอตัว เพราะแสงช่วงพระอาทิตย์ตกทำให้เราอยากชมนานๆ แล้วเราก็มุ่งหน้ากันไปต่อที่ Saigon Square เพราะเราที่นี่บรรยากาศมันคล้าย เมืองโซล ที่เกาหลีเลย

แต่มันไม่เป็นแบบนั้นสิ เพราะพิมพ์ลงไปที่ Google Map กลับพบหลาย square

สุ่มเดาแล้วเลือกสักอันระหว่างทางยามเย็นจะเห็นบรรยากาศของคนเวียดนามจริงๆ ตั้งเก้าอี้ซักผ้ากินข้าวกัน 55+ เราก็อยากลองบ้างเลยจัดมา

Street food ของแท้

เราก็สะกิดคนซื้อแหละ แทนที่จะบอกคนขาย บอกเขาว่าอยากได้แบบนี้ 1 อันสั่งให้หน่อย ไม่นานนักก็ได้มาในราคา 10,000 ดองหรือประมาณ 15 บาทไทย

มันเป็นยำเส้นห่อปอเปี๊ยะดิบ รสชาติอร่อยลืมเลย

คือไม่เคยกินอะไรแบบนี้มาก่อน แม้แต่ร้านอาหารเวียดนามที่ไทยก็ตาม หากินแบบนี้ได้ตามข้างทางที่นี่แหละ รับรองแซ่บ !!

หน้า The Golden dragon water puppet

เดินไปกินไปมาถึง Saigon Square ก็ไม่ใช่ที่อยากมาหรอกเราเลยหาโบกแท็กซี่เพื่อมุ่งหน้าไปชมการแสดง หุ่นกระบอกน้ำ แต่ก็นกเลยจ้า บัตรขายหมดแล้ว

เลยไปเดินตลาดแบบ Art Box ข้างหลังแทนวัยรุ่นบ้านเขาน่ารักเนอะ

เสื้อผ้าความอาร์ตเหมือนที่ไทยเลย ราคาก็เท่ากันเลยเดินกินแทน 55+ ในเมืองก็นกแล้วมุ่งหน้าไปโบสถ์ Norte Dame ดีกว่า

แล้วเราก็ส่งท้ายค่ำคืนแรกไปด้วยการหาอะไรกินกันที่ใกล้ๆที่พัก อย่าง Lunch Lady ซึ่งเราก็นกอีกเช่นเคย มันปิดไปตั้งแต่กี่โมงไม่รู้ แต่โฮจิมินห์วันนี้ก็สนุกสนานดีเหมือนกัน

  วั น ที่   4 : โ ฮ จิ มิ น ห์ – มุ ย เ น่

บรรยากาศที่พัก

แล้วเราก็ตื่นกันแต่เช้ามาผลัดกันอาบน้ำ เพราะวันนี้เราต้องถึง ฟาร์ม งู เหลา กันเวลา 7 โมงตรง คุณทองก็ติดต่อมาว่าถ้าเราพร้อมเมือไรบอกเขาล่วงหน้า 5 นาที เขาจะเรียก Uber ให้

ทุกคนพร้อม เพราะวันนี้เราจะมุ่งหน้าไปที่ ทะเลทราย

บางทีก็ตื่นเช้ากว่าไปทำงานอี๊ก 55+ แต่บรรยากาศตอนเช้านี่แหละ จะได้เห็นวิถีเวียดนามแท้ๆอีกเวลา

บรรยากาศริมน้ำของที่พัก

แล้ว Uber ก็มาช่วงเช้าๆ การจราจรยังไม่แน่นหนานัก ถ้าเทียบกับกรุงเทพ อากาศดีด้วยซ้ำไป เป็นโอกาสดีด้วยแหละ เพราะเส้นทางเดินรถครั้งนี้ เราจะผ่านที่ท่องเที่ยวทั้งหมด

กว่าจะถึง ฟาร์ม งู เหลา บรรยากาศเช้าๆพาเราเพลินไปอีก

แล้วเราก็ถึงฟาร์มงูเหลา เร็วเลยนั่งกิน เฟ่อ เวียดนามริมถนนอร่อยราคาเบา รวมทั้งซื้อแซนวิชเวียดนามติดไปเผื่อหิวด้วย

นานหลายอึดใจเลยแหละกว่าจะถึง ที่นี่ถ้าไปไหนเดินทางเกิน 4 ชั่วโมงเขาจะให้จองรถนอน รถนอนที่ได้จะนั่งก็ลำบาก เพราะเดียวหัวชนหลังคา 55+ นั่งๆนอนๆตลอดทาง

ในที่สุดเราก็ถึงอาณาจักรมุยเน่ คำเตือนมีอยู่ว่า ควรบอกคนรถว่าจะลงที่ไหน หรือ ยื่นให้เขาอ่าน เขาจะส่งเราถึงที่

แต่เราไม่รู้ไงจนเขาเดินมาถาม เลยมาไกลมากเลยต้องลง แล้วหยุดรอรถบัสประจำทางนั่งย้อนกลับไปประมาณ 9 บาทต่อคน

วิถีแบ็คแพ็ค

เดินตามหากันไปอีก ที่นี่หาอะไรง่ายหน่อย เพราะเขาจะบอก เลขที่บ้าน+ชื่อถนน มาให้เสมอ เราแค่มาถูกถนนแล้วเดินหาเลขที่ว่า ซ้ายเลขคี่ ขวาเลขคู่ อะไรทำนองนั้น

แล้วเราก็มาถึงทัวร์ที่เราซื้อไว้ รถเริ่มออกบ่าย 2

ความพีคคือ คนขายข้าวแถวนั้นถามว่า ซื้อทัวร์เท่าไรเขาฟังแล้วก็ตกใจ เขาบอกว่าวันหลังมาซื้อกับเขาพี่สาวเขาทำอยู่ รถใหม่ ไม่ต้องไป Join กับใครด้วย … ตามนั้นเรื่องนี้สอนให้รู้ “ว่ามาเดินเช็คราคาที่มุยเน่ก็ได้ถ้ามีเวลา และ ถามร้านข้าวด้วยนะ 55+”

ยานพหนะทีมเรา เห็นแบบนี้อัดกันไป 8 คนจ้า สุดยอด

ที่แรกที่เราจะไปถูกเรียกว่า Fairly Stream (แฟลี่ ซีม) เป็นบรรยกาศของทะเลทราย แล้วมีธารน้ำไหลผ่าน เราก็ต้องลงไปเดินในธารน้ำนั้น

คำเตือนคนขับมีอยู่ว่า อย่าใช้เงินในธารน้ำนี้เลย อาจมีการหลอกเป็นได้

ตอนแรกก็สงสัย แต่เริ่มหายสงสัยล่ะ เพราะมีร้านข้าวขาย มีของที่ระลึกขายตลอดทางได้ และมีโชว์นก เราต้องทำเป็นเดินผ่านเข้าไว้มีเวลา 20 นาทีที่นี่

ความพีคของธารน้ำแห่งนี้จะอยู่บริเวณตีโค้ง เพราะจุดนี่เองจะทำให้เราสีของทรายแดง ตัดกับทรายขาว อาจะเพราะข้างบนเป็นทรายแดง แต่ข้างล่างยังขาวอยู่

ใครใคร่ปีน ก็ปีนได้ เพราะไม่มีป้ายห้ามปีน แต่ทรายมันอันตรายนะ

เราเห็นหลายคนปีนขึ้นไปเขียนชื่อ ตัวเองสลักไว้ มันใช่หรอ ?!?!

ทรายแดง และ ทรายขาว

ความดีงามของธารน้ำแห่งนี้อีกเรื่องคือ ริมน้ำจะมีล่องรอยการกัดเซาะของน้ำ มันสวยไปอีกแบบนะ ทรายสีแดงล่องรอยการกัดเซาะ นี่เรายังเดินไปไม่สุดคนที่ Join รถก็เดินกลับมา

ที่นี่คนจะถ่ายรูปเยอะมาก ประกอบกับที่นี่เป็นแหล่งเล็กๆ

มุมถ่ายรูปก็จะหายากไปตามกัน เอาเข้าจริงถ้ามีเวลามาเที่ยวจริงจังแนะนำให้มาค้างแล้วก็มาเที่ยวกันแต่เช้าๆเลย

ธารน้ำที่ว่าไว้

ครบ 20 นาทีแล้วอาจจะเกินด้วยซ้ำไปเราก็มุ่งหน้าไปต่อที่ทางผ่านกับ หมู่บ้านจับปลา (Fisherman Village) ความแปลกของที่นี่คือ เรือกลมๆ ก็สามารถมาใช้จับปลาได้

แต่ที่นี่มีเรื่องเล่า อย่าพยายามลงไปถ่ายข้างล่างเดียวจะโดนค่าถ่าย 55+

อยู่ใกล้ๆ คนขับรถของเรา เวลามีปัญหาอะไรจะได้คุยกันได้

หมู่บ้านชาวประมง

แล้วเราก็มุ่งหน้ากันต่อไปที่ ทะเลทรายขาว (White sand dunes) ระยะทางไกลมากขนาดขับซิ่งๆ กว่าจะถึงนี่เล่นเอาหัวยุ่งไปเลย 55+

ความพีคของที่นี่คือ คนเป็นล้าน จ้าบอกเลย

เราขอกำชับเหมือนเช่นเคยว่า มาเช้าๆ คนน้อยๆ จะหามุมถ่ายภาพได้ดี

มากันเป็นทรีม

การมาที่นี่ สิ่งที่ต้องจ่าย แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือ ค่ารถ ATV หรือ ไม่ก็รถจี๊ป เรามีเวลาให้คุณ 30 นาทีที่นี่ คุณควรใช้บริการนะ เพราะมันไกลมาก

เราหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆเลย ค่ารถตกคนล่ะ 273 บาท

พี่ท่านเล่นกินสัมปทานทั้งหมด จะไม่ขึ้นรถก็ไม่ได้ ก็ต้องยอมจ่ายกันไป

ทะเลทรายที่ไม่ค่อยเนียนเท่าช่วงเช้า

ทะเลทรายขาวน่าจะเป็นจุดที่สวยที่สุดสำหรับทริปนี้  ทำให้เราใช้เวลาอยู่บริเวณนี้นาน เป็นพิเศษ มีคนถามว่าร้อนไหม เราว่าไม่เลย เพราะลมพัดเย็นตลอด

ติดตรงที่ทรายเข้าปากเข้าตานี่แหละ เพราะลมแรง

และการบริการของรถพวก ATV นี่คือพี่ท่านเล่นเอาไปรับคนเข้าคนออกจุดนี้ตลอดเวลาจ้า ขับกันหวาดเสี่ยวน่าดู เลยไร้ซึ่งความสงบ แต่ เพราะสวยก็เลยให้คะแนนดีงามไป

เรามุ่งหน้ากันไปต่อที่ ทะเลทรายแดง (Red sand dunes) พี่คนขับเรานี่แกต้องเคยเป็น คนขับรถเมล์สาย 8 ในตำนานแน่ๆ ขับเร็วเวอร์ ที่แกขับเร็วขนาดนี้ เพราะต้องรีบไปให้ทันพระอาทิตย์ตกดินนั้นเอง

ไม่นานนักเราก็มาถึง แสงพระอาทิตย์ยามเย็น

คำเตือนกับที่แห่งนี้มีอยู่ว่า ระวังเด็กๆ แถวนี้ไว้ ของมีค่าต่างๆ เป็นคำเตือนจากคนเวียดนามที่ Join tour กันมา

สวยเนอะ

เดียวจะกาว่ามาไม่ถึง 55+

ไม่นานนักพระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้า Mission สุดท้ายของการมาเมืองนี้ก็คือ กินล็อบสเตอร์ ต้องมาถึงนี่ เพราะที่นี่ราคาถูกกว่าที่ไทยเท่าตัว

ถ้าใครเช่ามอร์ไซค์แถวนี้ก็แว๊นถามราคาให้ทั่วเลย

แต่เราไม่มีเวลามากนักเลยได้มาแค่โลล่ะประมาณ 600 บาทได้กินไป 1 ตัวเต็ม

ผัดเนย พร้อมน้ำจิ้ม มะนาว พริกไทย แค่นี้ก็อร่อยแล้ว

เรานั่งแทะหมดตัวเลยแหละ จนเจ้าของร้านเดินมาเก็บจานหมดโต๊ะก็แล้ว เดินมาแซวก็แล้ว นางต้องดีใจแน่ๆ ว่ามีคนกินขนาดนี้แปลว่าอร่อยมาก

อิ่มท้องแล้วเราก็มุ่งหน้าไปที่รอรถของบัสเรา

มีห้องอาบน้ำบ้านๆ อยู่ด้านหลัง เราเลยไปอาบดีกว่าอย่างน้อยก็ไม่เหนียวตัว ก่อนที่ 4 ทุ่มบัสจะมา ค่ำคืนนี้ก็ Night Bus เข้าโฮจิมินห์กันได้เลย

รถบัสเราอยู่นี่

  วั น ที่   5 :  โ ฮ จิ มิ น ห์ – ก รุ ง เ ท พ

เราต้องมาหาที่สิงก่อนเช้า

รถมาถึง โฮจิมินห์ ประมาณตี 4 กว่าๆได้ สติก็เกิดด้วยความคิดว่า เรายังไม่ได้ส่งโปสการ์กลับไทยเลย งั้นเราต้องหาทางเข้าไปที่โบสถ์ Norte Damn ที่เดิม

ที่นี่มีแมคโดนัล 24 ชั่วโมง มีห้องน้ำ มีอาหาร มีแอร์พร้อม

ความดีงามก็เกิดขึ้นเราจึงมานั่งรอที่นี่ตั้งแต่เช้ารอแสงเช้า และสั่งอาหารกินกัน

สัมภาระของ 4 สาว

นั่งกินข้าวรอไป นั่งจิบกาแฟเวียดนามรอไป แสงเช้าก็เริ่มมา มันเป็นฟ้าที่สดใสมาก เราชอบเลยแหละ เราก็เลยพลัดเปลี่ยนกันออกไปถ่ายภาพ

วันนี้เป็นเช้าวันอาทิตย์ โบสถ์ที่นี่เลยห้ามเข้าถ่ายภาพจ้า

แต่แค่รอบนอกก็อิ่มใจแล้ว

มุมฟ้าใสปลอดผู้คน

ไม่นานนัก ไปรษณีย์ก็เปิดทำการ ค่าโปสการ์ดที่นี่ราคาใบล่ะ 10,000 ดอง (16 บาท) ค่าสแตมป์ส่งกลับไทย 11,000 ดอง (17 บาท) ไม่นานนักก็มาถึงเมืองไทย เก็บความทรงจำได้ดี

แล้วเราก็เดินเล่นแถวนั้นไปเรื่อยๆ เพื่อรอเวลาบิน

เป็นทริปที่ชิลๆ สบายๆ เหมือนกันนะ

สุดท้ายแล้ว เราก็ออกเดินทางกลับสู่ประเทศไทยกันได้ ทริปนี้คุ้มค่า ที่จะไปเราให้ 4.5 เต็ม 5 หักคะแนนเรื่องมีเวลาถ่ายภาพสวยๆ น้อยเกินไปหน่อยแต่ใช่ว่าจะไม่มี เดินทางกลับด้วยการลงจอดนิ่มๆ ด้วย VietJet Air จ้า

แอร์น่ารักจ้า

4,841 total views, 2 views today