บ้านท่าขันทอง | วิถีริมน้ำโขง กับคนกันเองที่ “เชียงราย”

บ้านท่าขันทอง – ในวันที่หลายๆที่ ที่เคยโด่งดังในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผู้คนมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปกันหมด มีความเมืองเข้ามาทดแทนสิ่งเดิมๆ แต่กลับยังมีดินแดนนึงที่ยังหลงเหลือวิถีชีวิตเดิมๆให้เราได้เข้าไปสัมผัสกับที่นี่ บ้านท่าขันทอง ตามเรามา 6 August Journey จะพาไปสัมผัสวิถีชีวิตที่นี่ว่า 2 วัน 1 คืนเป็นยังไงกันบ้าง

2 วัน 1 คืนทำไรกันบ้าง


 

เตรียมตัวก่อนไป


ติดต่อโฮมสเตย์ในหมู่บ้าน : คลิกที่นี่
เที่ยวบินไปเชียงรายของ Nok Air มี 3 เที่ยวบินต่อวัน โหลดกระเป๋า และ เลือกที่นั่งฟรี
หมู่บ้านนี้สามารถเดินทางจากสนามบินใช้เวลาเพียง 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมงอาจจะเช่ารถจากสนามบิน และ ขับมาเอง หรือจะนั่ง GRAB มาก็ได้
อากาศช่วงหน้าร้อนจะไม่ร้อนจัด แต่อากาศดีทั้งปี
คนที่นี่สามารถอู้คำเมืองได้ และ สามารถพูดอีสานได้ด้วย รวมทั้งผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ

1st DAY : จิบชาดาวอินคา สปาชิลๆ เซิ้งขันโตก หมูปิ้ง ยาดอง

บินไฟท์เช้าตรู่แบบนี้แหละดี เพราะวันลาเรามีจำกัด แต่อยากเที่ยวให้เต็มที่ รีบบินเร็วก็มีเวลาเที่ยวเยอะไปอีก การเดินทางครั้งนี้เราใช้บริการ น้องนกแอร์ เพราะเขามีเที่ยวบินไปเชียงราย 3 เที่ยวบิน มีช่วงเช้าตรู่ ที่สำคัญเลือกที่นั่งได้ฟรี และ ยังโหลดกระเป๋าฟรีอีก 15 กิโลกรัมอีก ถูกใจ ซื้อ !!!

กัปตันพาเรามาถึงก่อนเวลา 10 นาที สบายตัวเดินไปเช่ารถ ซึ่งในสนามบินมีให้เลือกใช้หลายเจ้ามาก อาจเป็นเพราะช่วงที่เราไปเป็นช่วง Low Season ด้วยแหละเลยไม่ได้จองรถมา แต่ถ้าใครไม่อยากขับรถเราแนะนำให้เรียก Grab ได้เขาจะไปส่งที่หมู่บ้านราคาประมาณ 800 บาทเจ้า

มาถึงด้วยความหิวโหย เราได้พักที่ บ้านพี่กุล สงสัยพี่ๆจะรู้ว่าพวกเราหิวเลยชวนทานข้าวด้วยกัน มื้อธรรมดา แต่กินอย่างราชาจริงๆ นี่รู้สึกเขิลเลยนะ กับข้าวอร่อยและเยอะมาก มื้อแรกก็จกข้าวเหนียวกันเกือบหมดกระติก 55+

ส้มตำรสแซ่บ ไก่ทอดเกลือ ต้มแซ่บเนื้อ หมูสามชั้นทอดกระเทียม กินพร้อมข้าวเหนียวร้อนๆ คือใช่ !!! เริ่มเห็นชะตาชีวิตตัวเองแล้วว่าจะได้กลิ้งกลับกรุงเทพแน่เลย ถ้าอาหารจะอร่อยทุกมื้อขนาดนี้

กินอิ่มแล้วก็ไปเริ่มสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านกับกิจกรรมแรกกันอย่างการ สีข้าวกล้องด้วยมือ แถม น้ำข้าวกล้องอัญชัน ที่บ้านตาปัน เป็นที่รู้กันว่าข้าวกล้องจะดีกว่าข้าวสีตรงที่คุณค่าทางอาหารเขาจะอยู่ครบ รสชาติก็อร่อยกว่าด้วย แถมบางส่วนของผลิตภัณฑ์ยังสามารถมาทำน้ำข้าวกล้องด้วย

น้ำข้าวกล้องที่นี่ผสมน้ำใบเตย และ ปรุงเล็กน้อยเพื่อความอร่อยๆ ถ้าใครมีโอกาสมาก็อย่าลืมมาลองดื่มกันได้ น้ำข้าวกล้องมีสรรพคุณเยอะ เรารู้มานานมากแล้วแต่เพิ่งมีโอกาสได้ดื่ม

ออกจากบ้านตาปันมา ก็มานั่งเล่นกันที่ร้านกาแฟของหมู่บ้าน ระหว่างนี้พี่ๆก็ชวนเราชิมชาดาวอินคาร้อนๆ พร้อมถั่วดาวอินคา คือมันก็อร่อยดีนะ แต่เราไม่ใช่สายคาเฟอีนเลยแยกไม่ออกเหมือนกัน แต่อร่อยดีตอนมาแนะนำให้ลอง ถ้าดีก็ซื้อกลับบ้านสิ

ดื่มชาดาวอินคา บ้านท่าขันทองเป็นที่รู้กันว่าคืนนี้จะมีการแสดง เพราะช่วงที่เราไปเราซื้อเป็นแพ็คเก็จ 2 วัน 1 คืนไว้จะรวมการแสดงของหมู่บ้านด้วย ประกอบกับวันนี้มีอาจารย์จากจังหวัดใกล้เคียงมาดูงานที่นี่ด้วย ชาวบ้าน และ เด็กๆที่นี่จึงเตรียมการแสดงกันเป็นพิเศษ มีมาสอนเราด้วยนะ

ไม่นานนักตาปันก็มารับเราไปที่ สวนเสาวรสของที่นี่ มาพร้อมตะกร้าเครื่องปรุงเพราะบางที่เสาวรสจะหวาน แต่ที่นี่จะเปรี้ยว แต่เพียงเราใส่เกลือ และ น้ำตาลไปก็อร่อยสุดๆ สนุกสนาน เพิ่มเติมความเปรี้ยวให้ชีวิตยาวๆ ในสวนแห่งนี้

เสาวรส บ้านท่าขันทองบริเวณสวนเสาวรสตรงนั้นมีสวนยางด้วยนะ วิ่งเข้าไปถ่ายรูปชิคๆก็ไม่มีใครว่า พร้อมกับบรรยากาศดีๆในหมู่บ้านแห่งนี้ด้วย ลืมบอกไปว่าเรามาสวนเสาวรสด้วยรถอีต๊อกเด้อ ความชิลระดับ 10 ก่อนที่จะไปชิลกันด้วยการนอนนวด

รถอีต๊อก บ้านท่าขันทองระหว่างทางขากลับต้องผ่านบ้าน เชฟประจำหมู่บ้าน ตาปันเลยชวนพวกเราแวะไปดูการทำขันโตกของที่นี่กัน ตั้งใจมาชม และ เรียนรู้วิธีการกินของที่นี่ คือต้องตักน้ำล้างมือ และ ใช้ผ้าเช็ดมือแทนการใช้กระดาษทิชชู

ขันโตก บ้านท่าขันทองตอนแรกว่าจะมาดูวิธีการทำขันโตก แต่ไปๆมาๆ กลายเป็นว่านั่งกินกันอย่างจริงจังมาก โอ้โห้ขันโตกมื้อแรกมันแซ่บจริงๆ โดยเฉพาะผักที่นำมาต้ม มันมีความหวานของผัก เช่นพวกฟักทองเป็นต้นกินกับแจ่วบองปลาร้า อร่อยเหาะมาก

อะไรคือในช่วงเวลาห่างกันไม่กี่ชั่วโมง แต่กินไม่หยุดก็เพราะว่าอร่อยไงง่ายๆ 55+ จากนั้นเราก็ไปอบสมุนไพรกันที่ร้านกาแฟเหมือนเดิม อบสมุนไพร คล้ายกับการอบซาวน่าให้เลือดลมเราไหลเวียนดี แล้วค่อยไปนอนนวดกันค่าบริการนวดแผนไทยที่นี่ ชั่วโมงละ 200 บาท นวดกันเพลินๆ หรือจะจับเส้นแบบจัดหนักก็ได้ ผ่อนคลายกันไปอีก ตามจริงช่วงเวลานี้ก็ว่างกันแล้วแหละ เลยไปเยี่ยมชมการทอผ้าของที่นี่ ลายผ้าเขาสีสวยแนววินเทจดีนะ

ระหว่างรอพระอาทิตย์ตกดินเราก็วางแผนไปปั่นจักรยานเล่น โดยมีน้องตัวเล็กๆในหมู่บ้านเป็นไกด์นำทางพาเราไป ปั่นไปชมบรรยากาศริมฝั่งโขง และ รอผู้คนก่อนที่เราจะไปกิน หมูย่างตาปัน กับ ยาดอง ที่ถือว่าถ้ามาแล้วไม่ได้กินคือมาไม่ถึงแล้วฝนก็ตกกันห่าใหญ่มาก 55+ คิดดูสิคน 70 คนกับร่มใหญ่ๆ 3 อันมันจะบันเทิงขนาดไหน แต่โปรแกรมหมูปิ้งของเรายังไม่ล้มเลิกนะ อากาศก็หนาวเลยต้องแถมมาด้วย ยาดองเพื่ออบอุ่นร่างกาย 55+ ก็ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมาเจออะไรแบบนี้พวกเราต้องอาศัยจังหวะฝนหยุดกลับไปที่ลานกิจกรรมตรงร้านกาแฟกัน ค่ำคืนนี้จะมีการแสดงพื้นบ้าน แหย่ไข่มดแดง เสียงจังหวะเพลงเพิ่มความมัน กลายเป็นผับขนาดย่อมได้เลย เด็กๆเต้นกันเก่งมากกวาดแบงค์ 20 จากน้าๆป้าๆไปตรึม

จากนั้นก็เข้าสู่พิธีบายศรีสู่ขวัญ พร้อมพิธีแห่ขันโตก ตามความเชื่อของคนที่นี่เจ้า เป็นค่ำคืนที่รู้สึกได้เลยว่าที่นี่คุ้มค่าที่จะมาจริงๆ มันมีทุกอารมณ์ มีของอร่อย มีเรื่องเอ็นเตอร์เทรน โดยที่เหมือนเราย้อนยุคไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

จบค่ำคืนนี้ด้วยขันโตก ที่จะล้อมวงกินกัน 5 คนเราจะรู้จักคนใหม่ๆ พร้อมบทสนทนาเปิดโลกใหม่ๆ แถมการกอดโหลยาดอง เพื่อสร้างความครืนเครงในวงกันอีกระดับ สนุกจัง

2nd DAY : สไลเดอร์โคลน ความ Unseen ของไทยเรา

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยเมนูอลังอีกแล้วค่ะ เอาจริงๆนี่กินเยอะมากเลยนะ ในช่วง 2 วันนี้ ไม่มีมื้อไหนเลยที่จะอดอยาก และทุกมื้ออร่อยด้วยนี่สิ อดไม่ได้เลยที่จะกินเยอะ วันนี้เราเริ่มจากการเดินเล่น และ สำรวจหมู่บ้านด้วยโดรน

วันนี้เราจะเริ่มล่องเรือในแม่น้ำโขงกันแล้ว คือแค่ข้ามแม่น้ำไปก็เป็นลาวแล้ว เหมือนที่ใครๆรู้กันว่าผู้คนที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน แม่น้ำโขงจะกลายเป็นชีวิตพวกเขาในบัดดล และ จะมีความเชื่อเรื่องราวริมโขงที่แตกต่างกันไปอีก

เมื่อขึ้นเรือมาแล้ว ก็แวะไปเรียนรู้วิธีการทำข้าวจี่ร้อนๆ พี่กุลเล่าว่าข้าวจี่ที่นี่จะผสมกะทิ น้ำตาล เกลือ เซตตัวไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วนำมาย่างให้ไข่แห้ง เพื่อไม่ให้คาวมากนัก กินกันแบบร้อนๆ พร้อมอัญชันมะนาว ช่างเป็นของว่างที่เด็ดจริงๆ

แล้วก็แวะไปซื้อสบู่สมุนไพรที่นี่กัน มีสบู่มะขาม เสาวรส แตงกวา และสมุนไพรมากมาย เพียงแค่เดินไปเก็บสมุนไพรเหล่านี้รอบบ้าน ก็จะได้อาบน้ำด้วยสมุนไพรเหล่านี้แล้ว

แล้วก็ทานอาหารเที่ยงมื้อสุดท้ายสำหรับทริปนี้ ไปนั่งกินขันโตกกลางสวน คงจะคิดถึงขันโตกที่นี่น่าดู อร่อยทุกมื้อจริงๆ อร่อยทุกเมนู ผักก็สดทุกมื้อ คุณภาพชีวิตปลอดสารพิษมันดีอย่างงี้นี่เอง

ทานอาหารเสร็จก็ไปจบด้วยกิจกรรมสุดท้าย สไลเดอร์โคลน ที่แรกและที่เดียวในเมืองไทยก่อนเล่นต้องใส่ถุงน่องกันก่อนเพราะน้องๆบอกว่าต้องระวัง เปลือกหอย และ หินบาดได้ จากนั้นก็เตรียมตัวขุดล่องสไลเดอร์กัน

เด็กๆที่นี่ชอบการเล่นที่นี่มาก น้ำจากท้องนา ดำพุด ดำว่ายกันครึ่งชั่วโมงจนป้าๆน้าๆหลายคนเป็นห่วงว่าจะหนาวตายกันเสียก่อน พอบอกให้ขึ้นเด็กๆต่างไม่อยากขึ้นมากนัก แต่ก็ต้องขึ้นเพราะเราจำเป็นต้องบินกลับกรุงเทพแล้ว

ขอบคุณความทรงจำดีๆที่นี่ ที่ทำให้รู้สึกอยากกลับมาใช้ชีวิตที่นี่จริงจัง เชื่อเราสิถ้าได้ลองมาตามแพ็คเก็จเราแล้วจะหลงรัก 2 วัน 1 คือราคา 2500 บาทตามโปรแกรมที่เราเล่าไปทุกอย่างพร้อมขันโตกแบบเราด้วย

332 total views, 1 views today