อินเล พม่า ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่พม่า (1 day trip)

อินเล พม่า

อินเล พม่า – ทริปนี้เป็นทริปทรหดอดทน เพราะไปตั้ง 4 เมือง (มัณฑะเลย์, พุกาม, อินเล, ย่างกุ้ง) พม่า 5 วัน 4 เมือง กับเงิน 5,000 บาท ธรรมชาติบนดินที่เหลืออยู่รีวิวนี้ถือเป็นวันที่ 4 ของการเดินทางตามเรามา 6 August Journey กำลังจะพาไปเที่ยว อินเล กันต่อ

ไปไหนมาบ้าง และ งบเท่าไร?


 

 

คู่มือเตรียมตัวเที่ยว


 บัตรแอร์เอเซียอยู่อย่างราชาจริงๆ : คลิกที่นี่
 วางแผนเดินทางข้ามเมือง 4 เมืองที่อยากแนะนำ จองบัสล่วงหน้าสบายกว่าเยอะ : คลิกที่นี่
 วางแผนเดินทางในแต่ละเมือง งบเท่าไรดี เหมารถ หรือ โบกดี แล้วควรราคาเท่าไร: คลิกที่นี่
 สิ่งที่ต้องเตรียมไป เดียวจะหาว่าไม่บอก : คลิกที่นี่
 ที่พักทั้ง 3 คืนจาก Hotelcombined : คลิกที่นี่

 

ไปไหนมาบ้าง (อย่างละเอียด)


ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในแพ็คเก็จ 1 day trip ปกติจ้า
 หมู่บ้านทอผ้า คลิกที่นี่
 หมู่บ้านเครื่องเงิน คลิกที่นี่   
 วัดพันเจดีย์ คลิกที่นี่
 บ้านกะเหรี่ยงคอยาว

DAY 4 : มาถึงเมืองที่ 3

อินเล พม่า

หลังจากพุกามที่เราเล่าถึง การขึ้น Night bus เพื่อมายังอินเล รถเขานอนสบายมีผ้าห่ม มีหมอน แต่ก็แอบเมื่อยคออยู่ไม่น้อย หลับบ้างตื่นบ้าง อะไรชีวิตจะลุยได้ขนาดนี้คะซิสสส 55+แล้วรถก็มาถึงที่หมายอย่างอินเล

มาถึงเร็วเกินไปในเวลา ตี 3 กว่า ตามจริงต้องตี 4 กว่า ความรู้สึกตอนนั้นคือ เอาแล้วไงที่พักก็ไม่ได้จอง ดันมาถึงก่อนเวลาตี 3 แบบนี้จะทำไง ทันใดนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ใส่ชุดคลุมทหาร หน้าตาพม่าๆ โบราณหน่อยขึ้นมาเก็บค่าเข้าเมือง

แล้วเราก็ลงมาจากรถ แบบเพิ่งตื่นจริงๆ สติยังไม่มาเลยเถอะ 55+ แล้วก็ตามธรรมเนียมของพม่าแหละ ในทุกท่ารถก็จะมีพวกสองแถวมารออยู่แล้ว นี่พูดถึงเมืองเล็กนะ ถ้าเมืองใหญ่ๆ จะเป็นแท็กซี่มารอ

มีสองแถวอยู่คันเดียวก็บอกเขาไป เพราะไม่ได้จองที่พักไว้ขอถูกๆ พาไปหน่อยคนขับก็บอกว่าไม่มีปัญหา ฝรั่งที่มาคันเดียวกับเราก็ตามๆกันมา เงื่อนไขเดียวกันด้วย 55+ เขาก็พามาดูห้องพักดีเลยแหละตกคนละ 300 บาทได้ (Lady Princess Hotel)

เราก็นอนกัน 2 ห้องเพราะห้องเล็กเตียงเสริมไม่ได้ แยกย้ายกันอาบน้ำนอน เช้าวันพรุ่งนี้ยังต้องเที่ยวกันทั้งวันแล้วเราก็นอนกันไปคนละ 4 ชั่วโมงได้ แล้วตื่นขึ้นมากินอาหารเช้าฟรีบรรยากาศเช้าๆ ก็ดูบ้านๆแต่มีแต่ฝรั่ง

อย่าง 2 คนข้างบนที่เราเจอ เขาก็ทำให้เราเปิดโลก เปิดหู เปิดตาไปได้อีกแบบ มีเรื่องหนึ่งที่ฟังแล้วน่าสนใจ และ น่าสะเทือนใจไปอีกคือ เขาเล่าว่าเขาทำงานแปบเดียวเขาก็สามารถนำเงินมาเที่ยวทั่วเอเซียได้ 8 เดือนเพราะก่อนที่เราจะมาเจอกันที่พม่า นางก็ไปมาทั่วแล้ว

นางชอบมองโกเลีย และ เกาหลี ส่วนที่ไม่คิดจะกลับไปอีกคือ ฟิลิปปินส์ นางพูดด้วยนะว่าอาจเป็นเพราะเรื่องค่าเงินนั้นแหละที่ทางเอเซียเสียเปรียบพวกฝรั่งกันอยู่ กินเสร็จแยกย้ายเก็บกระเป๋าเช็คเอาท์รอก่อนแล้วค่อยขึ้นเรือ

ทางเดินจากที่พักไปขึ้นเรือ ไกลใช้ได้เลยแหละ คนนำทางมีการแวะกินน้ำ ตอนนั้นก็เวลา 9 โมงเช้าแล้วด้วย แต่ที่นี่ดีนะ ดูมีสเน่ วัวเดินเต็มไปหมดเรารู้สึกว่าเวลาที่สูดอากาศที่นี่ดีงะ สูดไปแล้วสดชื่น มีกลิ่นโคนสาปควาย แล้ว 3 สาวอย่างเราๆก็พร้อมตะลุยทะเลสาปกันแล้ว

สิ่งที่เราหมายมั่นตั้งใจมาที่นี่แค่อยากเห็น คนพายเรือด้วยขาเดียว แค่นั้นจริงๆ ไม่คิดว่าจะมีอะไรมากกว่านี้ แต่สิ่งที่พบคือ มันสวยมาก มันสวยจนลืมคนตกปลาเลยเพราะระหว่างทางเราอยู่บนทะเลสาปที่ผิวน้ำสะท้อนวิวขุนเขาที่ล้อมทะเลสาปนั่งมองแล้วเพลินตามาก แล้วอากาศจะเย็นๆหน่อย

จับปลาที่ อินเล พม่า

แล้วเรือก็เริ่มชะลอตัวเมื่อเริ่มมาถึงจุดที่เขาจับปลากัน เขาดับเครื่องให้ถ่ายรูปเลยแหละ ภาพตรงหน้าก็ยิ่งสโลไลฟ์เข้าไปอีก หึ้ยเราชอบที่นี่เราชอบเพราะน้ำใสจนเห็นพืชใต้น้ำ เราชอบเพราะอากาศเย็น และ วิวที่เราเห็นตรงหน้ามันสวยมาก

แล้วภาพในหัวเราก็แว๊บขึ้นมาว่า เราต้องอยู่แบบนี้ทั้งวันจริงหรอ? 55+ คือเขาขับเรือจนลูกคนขับเรือนอนหลับกันอยู่ตรงหัวเรือเลยแหละ อย่าว่าแต่ลูกคนขับเรือนอนหลับเลย เพื่อนเราก็หลับเช่นกัน 55+ นางหลับได้ไง

เสียงเรือดังขนาดนั้น แดดก็เริ่มแรงแล้วด้วย ต้องขอชื่นชมนางจริงๆ นั่งไปได้ไม่นานเราก็เริ่มเข้าสู่เขตชุมชนที่เขาว่า คนอินทาปลูกบ้านบนน้ำได้ที่แรกที่เรามาถึงคือบริเวณ หมู่บ้านทอผ้า คือนั่งจนตูดชาเลย 55+

ตอนที่เดินเข้าไปในเรือนหลังหนึ่ง เป็นศูนย์ทอผ้านั้นแหละ ก็มี Welcome drink ร้อนๆ หอมและ อร่อยมากต้อนรับ แล้วก็มีเด็กสาวชาวพม่า ที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้มาต้อนรับเด็กสาวแนะนำสิ่งแรกให้เห็นคือ Lotus

ต้องขอบคุณโลตัสที่ทำให้รู้ว่าแปลว่าบัว เขาก็ทำให้ดูเลยแหละว่ากรีดออกมาจะมีเส้นใยแบบนี้นะ และเอาไปผ่านกระบวนการอะไรบางอย่างก็จะได้แบบนี้ออกมาเป็นเส้น จนเป็นผ้านิ่มๆ

แล้วเขาก็พาเดินทัวร์ไปอีก โซนผ้าไหม โซนผ้าฝ้าย อะไรประมาณนั้น และ ชั้น 2 ซึ่งเป็นโซนที่เขาโชว์ให้เห็นเลยว่าลายผ้าสวยๆนั้น เท้ามือต้องทำงานสอดคล้องกันที่เท้าจะมีตัวถีบสำหรับสลับสีด้าย ทำให้เกิดลายสวยงามส่วนมือก็ต้องสาวไป รูดไม้สำหรับการถอไป

ผ้า 1 ผืนใช้เวลา 3-4 เดือนกว่าจะเสร็จ เรานี่แบบเข้าใจเลยว่าทำไมผ้าพวกนี้ถึงแพง แต่เราก็ไม่ได้ซื้อนะ 55+ แต่ละผืนเริ่มต้น 500 บาทได้ พวกฝรั่งเขาอุดหนุนกันสบายอยู่แล้ว อิอิจุดสุดท้ายคือผ้านำมาขาย

จากนั้นเขาก็พาเราไปกันต่อที่ หมู่บ้านเครื่องเงิน ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่ทอผ้า เขาว่ากันว่าเครื่องเงินพม่านั้นสวยงาม ซึ่งก็จริงเพราะไม่ค่อยพบเห็นเครื่องเงินลายแบบนี้ที่เมืองไทยเลย

ต่างหู กำไร ลายน่ารักเยอะมาก ที่สำคัญเป็นเงินแท้ และที่สำคัญกว่าคือ ราคาสูงอย่างเช่น กำไร 1 อัน 1,700 บาทได้แต่ลายมันน่ารักมากเลยนะ ตามคอนเซปต์ถ้าพกเงินมาแค่นี้ถ้าซื้อคือกลับบ้านไม่ได้นะคะคุณ 55+ คือราคาเอื้อมไม่ถึงไปที่อื่นต่อดีกว่า

เขาก็พาเราไปดูงานไม้ต่อ มาอินเลที่เดียวครบเลย เงิน ผ้า ไม้ ครบเครื่องรู้ซึ้งคุณค่าของชีวิตเชียวแหละ ว่าของแต่ละอย่างในชีวิตละเมียดละไมขนาดไหนถึงกว่าจะได้มาจุดไฮไลต์ของงานไม้ที่นี่คือ ยาสูบ

งานไม้ที่นี่ก็เป็นงานเล็กๆ น่ารัก แต่ว่าเราไม่รู้จะซื้อไปทำอะไร เราไม่ได้สะสมอะไรประเภทนี้ก็เลยไม่ได้ซื้ออะไร แล้วก็ถึงเวลาเที่ยงแล้วเราก็บอกคนเรือให้พาไปกินข้าวกัน กินข้าวบนน้ำ ราคาไม่แพง นั่งแช่สบายๆกัน เพราะแดดเริ่มร้อนแล้วเราก็มาลงเอยกันที่ร้านบรรยากาศแพริมน้ำนั้นเอง

อย่างที่บอกไว้ว่า มาทริปนี้กินอยู่กันอย่างราชา อยู่ที่เมืองไทยไม่ได้กินนะอะไรแบบนี้ นานทีจะกิน แต่มาที่นี่สั่งเลยไม่อั้น หลังจากอยู่พม่ามา 3 วันได้แล้วอาหารพม่าก็ลองแล้ว เพื่อนเรานึกอะไรไม่รู้ขอเมนู Recommend ของที่นี่หน่อยสรุปได้เมนู ต้มถั่วเหลืองหน่อไม้ คุณพระ !!!

ที่นี่มีเรื่องให้เราต้องทำใจอีกเรื่องคือ น้ำที่นี่ไม่มีน้ำแข็ง อาจเป็นเพราะอยู่กลางทะเลสาปก็เป็นได้ แต่เราสังเกตมาจากที่พุกามแล้วนะ ขนาดมะม่วงปั่น ยังเป็นมะม่วงแช่เย็นมาปั่นเลย

นั่งพักสักพักใหญ่ๆเลยแหละ เพราะอากาศร้อน จนคนขับเรือคงสงสัยเราก็ไปกันต่อ เรือเรามีการแวะจอดเติมน้ำมันด้วยงะ เพิ่งเคยเห็นชีวิตริมน้ำ เติมน้ำมันแบบนี้ไม่มีปั๊มเหมือนบนบก

กลิ่นน้ำมันนี่หึ่งมาก 55+ คาดว่าผมตอนนี้ก็คงมีแต่กลิ่นน้ำมัน ช่วงเวลาบ่ายแบบนี้แหละ ที่ทำให้เราตกหลุมรักอินเล เพราะเขากำลังพาเราเข้าสู่ความเป็นธรรมชาติ ที่เมืองไทยไม่พบเห็นแล้วบรรยากาศชีวิตริมคลองที่มีแต่ต้นไม้

มีแต่ควายอาบน้ำ และ มีแต่เด็กๆกระโดดน้ำเล่นแล้วอากาศตอนบ่ายแบบนี้นะ ไม่ได้ร้อนเหมือนกรุงเทพ ลมพัดมามีแต่ความเย็นจากต้นไม้ พูดไปเดี่ยวหาว่าโม้ไปชมภาพกัน

เราอยากเกิดเป็นเด็กที่นี่จริงๆ เลย เพราะบรรยากาศที่นี่ทำให้เราตกหลุมรักที่นี่อย่างจัง นึกง่ายๆเลยนะ เรือค่อยๆขับชมความงามของธรรมชาติอากาศเย็นๆ ลอยริมน้ำ 2 ข้างทางมีแต่ต้นไม้

เรานี่เคลิ้มแล้วเคลิ้มอีกคือเราไม่เคยเห็นอะไรที่เป็นธรรมชาติขนาดนี้มาก่อนเลย โตมาในกรุงเทพ ไปต่างจังหวัดทีความเจริญก็เข้าถึงแล้ว แต่เด็กที่นี่ไม่ใช่ ไม่ได้จ้องจอมือถือ ไม่ได้เล่นเกม แต่อยู่กับธรรมชาติแบบนี้

เราสังเกตเห็นอีกอย่างคือ ตลอดแนวทางน้ำ เขาจะมีฝายชะลอน้ำทุก 300 เมตร คือเราเห็นเลยนะว่าน้ำมันจะลดความแรงลงมาเรื่อยๆ น่าจะเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่เขาไว้ใช้ไม่ให้น้ำกัดเซาะตลิ่ง ตอนแรกเรานึกว่าจะกลับแล้วที่ไหนได้เขาพามาวัดที่มีเจดีย์เป็นพันเจดีย์

คืองงว่าที่นี่ที่ไหน แล้วเดินเข้าไปอีกนิดก็เจอเมืองเก่าซากปรักหักพังเหมือนที่อยุธยาเลย แต่มันหนักกว่านั้นเพราะเหมือนโดนแผ่นดินไหวมาแล้วร้อนมาก ตอนแรกจะเดินผ่านไปแล้วแต่ดันเจอเด็กๆ ขายของเดินตามไม่หยุด เงินเราก็ไม่ให้หรอก เพื่อนเราเลยให้ลูกอมแทน

สังเกตการแต่งตัวของเด็กที่นี่สิ เหมือนเขาเป็นชาวเขา แต่ก็ไม่รู้ว่าใช่หรือไม่ แล้วก็พูดอะไรไม่รู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อนเราเลยส่ง ฮอล์ลไป ลูกอมฮอล์ลนางเลยเงียบ 55+

ค่อยเที่ยวแบบสบายใจหน่อยไม่งั้นเหมือนมีวิญญาณตามติดที่ซากปรักหักพังตรงนี้ถือเป็นไฮไลต์ เพราะมีพระยิ้มท่ามกลางซากแผนดินไหวสวยมากตอนแรกคิดว่าไม่มีอะไร เกือบเสียใจเหมือนมาไม่ถึงแล้วไงถ้าไม่ได้เห็น 55+

แล้วเราก็เดินกลับไปที่เรือ เขาก็ตกใจกันทำไมเร็วจังสรุปว่าเรายังไปไม่ถึงวัดเลย 55+ เลยเข้าที่ทางเข้าจริงๆ เสียค่าสะพายกล้องถ่ายรูปด้วยตกแล้ว 5 บาทไทย

แล้วพวกเราก็เจอหญิงชาวเขาแบกฟางขนาดใหญ่ที่หลังเดินผ่านมาเพื่อนเราก็ขอถ่ายรูป 55+ จุดฮามันอยู่ตรงนี้แหละ เขาก็ทำท่าจุ๊บๆ แบบเอานิ้วไปจุ๊บที่ปากแล้วพูดอะไรสักอย่าง เราก็งงกันแล้วเขาก็ทำไม่หยุด จนมีคนพม่าที่สามารถพูดภาษาได้เดินผ่านมาบอกว่า She need something from you such as money because you take her photo.

แล้วเราก็เดินไปวัดกัน ก็มีกลุ่มฝรั่งใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่งขอถ่ายรูป ก็โดนพวกเขาทำท่าคล้ายๆกับที่ทำกับเรา แต่พี่ฝรั่งเขาฮา เขาก็ส่งจูบกลับ ท่าอย่างกับ มอนลาลีน มอนโร แล้วพวกนางก็ต้องเสียเงิน แล้วเราก็เดินกันไปเรื่อยๆจนปลายทางจึงจะเห็นวัดที่เป็นบริเวณที่มีเจดีย์เยอะมาก

แล้วก็ถึงเวลากลับแล้ว ก่อนขึ้นเรือเราก็หาน้ำกินกัน ติดใจโค้กที่พม่ามาก เพราะอะไรหรอ? คือเวลาเที่ยวแล้วอากาศแบบนี้ แล้วได้โค้กที่เย็นๆนะ เรารู้สึกว่าชีวิตมีความสุขง่ายขึ้นเยอะนั่งดูดโค้ก

เรือค่อยๆวิ่งกลับเรานึกว่าจะเป็นที่สุดท้ายแล้วแต่ยังเขาพาเราไปแวะชม กระเหรี่ยวคอยาวกันก่อน เราลองไปยกห่วงคล้องคอเขาแล้วหนักมาก ใส่ไปได้ไง

บางทีเราก็คิดนะ ทำไมคนเราต้องทำอะไรแบบนั้นใส่ห่วงคล้องคอยาวขนาดนั้น คือมันหนักเกินไป มันหนักจนทำให้พวกเขากระดูกสันหลังมีปัญหาได้ถ้าเทียบกับชีวิตเราแล้ว เ

ราก็ไม่ควรจะทนกับอะไรที่มันเกินไปอะไรเนี่ยอยู่ดีๆก็ดราม่า 55+ ที่นี่มีกระเหรี่ยงคอยาวแก่ 2 คน และ เด็ก 1 คนมีของพื้นบ้าน ของโบราณขาย

แล้วเราก็ถึงที่หมายสุดท้ายเป็นวัดที่เก่าแก่มาก ที่อยู่คู่กับชาวอินทามาช้านาน เราไม่รู้หรอกว่าชื่อว่าอะไร เพราะไม่ค่อยมีอะไรนอกจาก ไม้สัก และ ดูมืดๆพูดถึงวัดในพม่า คือ เยอะมาก

จริงๆ พวกเราเลยเฉยๆกันมากถือว่ามาให้ครบโปรแกรมอะไรประมาณมากกว่า แล้วสิ่งที่เรารอคอยก็มาคือช่วงเวลา 4 โมงเย็น

ที่เรารอคอยช่วงเวลา 4 โมงเย็นเพราะเรารอคอยการได้เห็นพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ เราเคยเห็นในภาพมันสวยมาก แต่ช่วงเวลาที่สวยสุดๆคือ 5 โมงเย็นถึง 6 โมงเย็น

แต่เราอยู่ไม่ถึงเพราะจะไม่ทันรถเราเห็นเรือฝรั่งหลายคนสวนเราไปถือกล้องอย่างกับปืน เลนส์มาเต็มมากเรานี่ได้แต่อิจฉาในใจ 55+ เอาน่ามาเวลาจำกัดแบบนี้ต้องทำใจไว้

สรุปแล้วว่าเมืองนี้ทำให้เราเห็นอะไรที่ไม่เคยพบเคยเห็น มันเป็นธรรมชาติบนดินชัดๆ คืออย่างที่ไทยการจะเห็นอะไรแบบนี้คือต้องลำบากมากที่จะไป แต่ที่นี่นั่งรถมาก็เจอเลย

ธรรมชาติเราชอบทุกอย่างของที่นี่เราว่าใครที่ไปพม่า แล้วไม่มาที่นี่คือยังมาไม่ถึงนะนี่ก็เวอร์ตลอด 55+ ระหว่างสองข้างทางตอนนั่งเรือกลับที่พัก เราคิดในใจเสมอว่าถ้ามีโอกาสเราจะกลับมาอีก

แล้วพวกเราก็กลับมาถึงที่พักกัน พลัดกันรีบอาบน้ำ เพื่อที่จะให้ทันรถ Night Bus ที่จองข้ามเมืองเพื่อไปเมืองสุดท้ายอย่าง ย่างกุ้ง คือเวลาจำกัดกันมาก อีกคนอาบน้ำเสร็จ ก็ขอน้ำร้อนเขามานั่งกินมาม่าคัพกัน แต่รถดันมาก่อนก็เลยกินมาม่ากันบนรถสองแถวแหละ มันเป็นมาม่าที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาในชีวิตเลยแหละ 55+

 8,573 total views,  6 views today