มัณฑะเลย์ พม่าแบ่งเที่ยวเป็นโซน 1 วันก็ครบ

มัณฑาเลย์ รีวิว

มัณฑะเลย์ พม่า – ทริปนี้เป็นทริปทรหดอดทนค่ะซิสสส เพราะไปตั้ง 4 เมือง (มัณฑะเลย์, พุกาม, อินเล, ย่างกุ้ง) กับทริป พม่า 5 วัน 4 เมือง กับเงิน 5,000 บาท ธรรมชาติบนดินที่เหลืออยู่ รีวิวนี้ถือเป็นวันแรกของการเดินทาง เพราะเรากำลังจะพาไปเที่ยว มัณฑะเลย์ ตามเรามา 6 August Journey จะพาไปเที่ยวมัณฑะเลย์

ไปไหนมาบ้าง และ งบเท่าไร?


มัณฑาเลย์ ที่เที่ยว

 

คู่มือเตรียมตัวเที่ยว


 บัตรแอร์เอเซียอยู่อย่างราชาจริงๆ : คลิกที่นี่
 วางแผนเดินทางข้ามเมือง 4 เมืองที่อยากแนะนำ จองบัสล่วงหน้าสบายกว่าเยอะ : คลิกที่นี่
 วางแผนเดินทางในแต่ละเมือง งบเท่าไรดี เหมารถ หรือ โบกดี แล้วควรราคาเท่าไร: คลิกที่นี่
 สิ่งที่ต้องเตรียมไป เดียวจะหาว่าไม่บอก : คลิกที่นี่
 ที่พักทั้ง 3 คืนจาก Hotelcombined : คลิกที่นี่
 รีวิวร้านอาหารที่กินในมัณฑะเลย์ : คลิกที่นี่

 

ไปไหนมาบ้าง (อย่างละเอียด)


มัณฑะเลย์ทางเหนือ
 วัดกุโสดอร์ (Kuthodaw Pagoda) : คลิกที่นี่
 วัดชเวนันดอร์ (Shwenandaw Kyaung) : คลิกที่นี่
 พระราชวังมัณฑะเลย์ (Mandalay Palace) : คลิกที่นี่
 มัณฑะเลย์ฮิลล์ (Mandalay Hills) : คลิกที่นี่
มัณฑะเลย์ตอนกลาง
 พิธีล้างหน้าพระที่ วัดพระมหามุนี (Mahamuni Pagoda) : คลิกที่นี่

มัณฑะเลย์ตอนใต้
 สะพานไม้อูเบ็ง (U’Bein bridgr) : คลิกที่นี่
 เณรน้อยที่วัดมหากันดายงค์ (Maha Gandayon Monasty) : คลิกที่นี่
 อมรปุระ (Bagaya Kyaung) : คลิกที่นี่

1st DAY : เริ่มเดินทาง

ข้อมูลข้างบนเอาไว้สำหรับหลายคนที่อยากวางแผนเองค่ะซิสสส เราเลยเตรียมทุกอย่างไว้ให้แล้ว แต่สำหรับใครไม่อยากเสียเวลาวางแผนเอง ก็เที่ยวตามแผนคุณผึ้งเลยก็ได้ เราจองรถข้ามเมือง 4 เมือง, ที่พัก และตั๋วเครื่องบินกลับล่วงหน้า ส่วนที่เหลือหาอ่านได้ในรีวิวจ้า

บินไปครั้งนี้เลือกใช้บริการ Air Asia เพราะว่าเขามีบริการรถบัสจากสนามบินมัณฑะเลย์ (ปัจจุบันปี 2020 ไม่มีบัสนี้แล้ว) มุ่งสู่กลางใจเมืองสบายๆ ประหยัดไปได้อีกคนล่ะ 15 $ หรือ 525 บาทไทย ประกอบกับคุณผึ้งมีบัตรเครดิตแอร์เอเซียกรุงเทพจึงเลือกเดินทางกับที่นี่ไฟท์ 10 โมงเช้าประมาณนั้น จะไปถึงทันรถบัสแน่ๆ

ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงที่หมาย ที่คิดไว้คือจะรีบแลกเงิน และ รีบซื้อซิมส์ เพื่อไปให้ทันบัส แต่ความเป็นจริงที่เจอคือ ตรวจคนเข้าเมืองนานใช้ได้เลยแหละ และจุดเสียเวลาอีกจุดคือ การแลกเงิน

เน้นย้ำว่า แบงค์ดอลลาร์ที่จะแลกได้ต้องเป็น แบงค์ใหม่ เท่านั้น ห้ามมีรอยพับใดๆทั้งสิ้น และแบงค์ควรเป็นแบงค์ใหญ่เช่น 50-100 ดอลลาร์

เราไปกัน 3 คน เตรียมไปคนล่ะ 200 ดอลลาร์ แล้วดันมีแบงค์ 100 ดอลลาร์ 1 ใบมีรอยพับ ร้านแลกเลยไม่รับนั้นเอง พวกแท็กซี่ก็ไม่รับน่ะถ้าแบงค์มีรอยพับ ซีเรียสไปไหม แลกตังเสร็จก็เดินดูซิมส์ เราเลือกใช้ Ooredoo เพราะราคาไม่แพงถ้าเทียบกับเจ้าอื่น คือ ค่าซิมส์เปล่าราคา 50 บาท ค่าอินเตอร์เน็ต 1.35 GB ราคา 233 บาทได้ รวมแล้ว 300 บาทได้

เน็ต Ooredoo เน็ตแรงใช้ได้ ใช้ได้จบทริป ซื้อและสมัครโปรที่สนามบินเลย 5 วันยังเล่นไม่หมดเลยเลยค่ะซิสสส อินเตอร์เน็ตพร้อม เงินจ๊าดพร้อม แต่เวลาบ่ายครึ่งแล้ว ไม่ทันรถแล้ว ร้องไห้หนักมาก ณ จุดนี้ ไม่อยากเสียเงินเยอะด้วยน่ะ เลยตัดสินใจหา Taxi เหมาเที่ยวครึ่งวัน

สิ่งที่คิดไว้คือ 20-25 ดอลลาร์ แต่สิ่งที่โดนคือ 32 ดอลลาร์ แบบไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะจังหวะนั้นมีแต่คนรุมล้อมราวกับดารา แต่มีคนต่อรองราคาที่สามารถพูดภาษาได้เพียงคนเดียว ปากและฟันผู้ชายที่นี่แดงกร่ำ นึกว่าหินปูนเยอะ แต่จริงๆคือ หมาก 55+ 

เราเที่ยวตั้งแต่บ่าย 2 ยัน 1 ทุ่มถือว่าราคารับได้แหละ คนขับสุภาพมาก ใจดี สร้างความไว้วางใจได้ดี และ ไม่พูดมากเหมือน แท็กซี่ไทย 55+ ลืมบอกควรถามทุกครั้งว่า Air Condition ไหมเพราะที่นี่ชอบไม่เปิด

เริ่มต้นเที่ยวเราเลือกเที่ยวโซนเหนือของ มัณฑะเลย์ แล้วค่อยเก็บครึ่งวันของพรุ่งนี้เที่ยวโซนใต้ จะได้ไม่เสียเวลาเดินทางไปมา เราเริ่มที่ วัดกุโสดอร์ (Kuthodaw Pagoda) สิ่งที่อยากเห็นคือ ความขาวของเจดีย์เยอะๆ มีเณร กระโดดไปมา แต่ความเป็นจริงคือ ผิดที่ !!

ที่นี่มีการเก็บ พระไตรปิฎก ลงหินไว้แล้ววางเรียงรายกันไปมหาศาล ประเด็นคืออ่านไม่ออก 55+ วัดทุกวัดที่พม่าต้องถอดรองเท้า ขอบอกเลยว่าเดินเท้าเปล่าช่วยบ่าย 2-3 แบบนี้คือเต้นได้เลย ร้อนเท้ามากค่ะซิสสส ที่นี่จะมีแม่ค้าเดินตามเราต้อยๆ ขายโปสการ์ดเอย แป้งเอย แต่สิ่งที่ 3 สาวแบบเราทำกันคือ ปะทานาคา แล้วทำเป็นรูปใบไม้ ตกคนล่ะ 30 บาทไทย

อีกเรื่องเตือนใจของการมาพม่าอีกเรื่องคือ อย่าแสดงให้พวกเขาเห็นว่าพกเงินเยอะค่ะซิสสส เพราะพวกนางจะตามหลอกหลอนเรามาก ถ้าเราพลาดให้เขาเห็นตอนจ่ายค่า ทานาคา พวกนางตามพวกเราเหมือนเงา

ไม่ใกล้ไม่ไกลนักจากที่เดิม เราก็เดินทางมาที่ วัดชเวนันดอร์ (Shwenandaw Kyaung) งานไม้สวยงาม ที่มีการแกะสลักได้สวยงาม เขาว่ากันว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดที่รอดมาจากระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถือว่าเก่าแก่มาก แต่ก่อนมีทองปิดทั้งหลัง แต่ปัจจุบันที่ไปคือไม่หลงเหลือแล้ว

มัณฑาเลย์ พม่า

ที่นี่ทำให้เรานึกถึง มรดกโลก หลายๆที่ ถ้าเราไปช้า ความงามก็ลดลง อย่างที่ญี่ปุ่น ปราสาทต่างๆ รอยเขียนก็จางลง ที่นี่ก็เช่นกัน แต่เมื่อเดินภายในยังมีทองหลงเหลืออยู่บ้าง และ ขอบอกเลยว่าที่นี่ถ่ายรูปสวยนะ เพราะมีแสงจากภายนอกรอดผ่านหน้าต่าง และ ประตู

ลืมบอกไป ที่นี่เป็นจุดขายบัตรเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆอีก 5 ที่ในมัณฑะเลย์น่ะ ซื้อครั้งเดียวเข้าได้หมดราคา 10,000 จ๊าด หรือ 333 บาทไทยค่ะซิสสส คือจะไปเดินแอ๊บไม่ได้ เพราะยังไงเข้าก็ขอตรวจแน่นอน

ไหนๆก็ซื้อบัตรแล้ว ต้องใช้ให้คุ้มค่า เราก็ไปต่อกันที่ พระราชวังมัณฑะเลย์ (The Mandalay Royal Palace) เหมือนที่เราเล่าไว้ ครึ่งวันแรกเราเน้นเที่ยวช่วงเหนือของมัณฑะเลย์ ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ต้องมาที่นี่เปรียบแล้วก็คือ วัดพระแก้ว บ้านเราแต่ ประวัติที่นี่แอบน่ากลัว ตรงที่เป็นที่สุดท้ายของราชวงศ์พม่า เพราะการถูกยึดเป็นอาณานิคม

ตอนมีราชวงศ์ก็มีการแย้งชิงราชบัลลังก์ขึ้น ทำให้มีการฆ่ากันเป็นว่าเล่น ว่ากันว่าเสาทุกต้นที่นี่จะมีการสะกดวิญญาณด้วยการฝั่งคนทั้งเป็นไว้เฝ้า อ่านแล้วก็หลอน พูดถึงเสาก็ถ่ายรูปกับเสา แต่ต้องยอมรับว่าที่นี่สวยงามดีน่ะ เข้าใจความเป็นอยู่ของราชวงศ์ในสมัยก่อนได้เลย เที่ยวไปก็แอบร้อนไป

บ่าย 3 พอดีค่ะซิสสส เลยหิว ไหนๆเหมารถทั้งวันแล้วต้องหาร้านดีๆกิน อาหารพม่ามื้อแรก ทำเอาเราประทับใจเลยแหละ ฟิน อาหารมื้อนี้เกิดขึ้นที่ Mingalabar Myanmar Restaurant คือร้านธรรมดาแถววัง กินไม่ได้เพราะคนนั่งสูบบุหรี่กันเยอะ เลยให้คนขับรถพามา

มีหลายคนบอกว่าอาหารที่นี่ มัน เราก็คิดว่าเป็นงั้นแหละ เพียงแต่ถ้าเลี่ยนก็มีเครื่องเคียงเต็มๆ เช่นกันน่ะ อย่างเครื่องเคียงนี้เป็นน้ำพริก และ ผัก มะม่วง คือแปลกดีชุดนี้ตกแล้ว 300 บาทได้ไปกัน 3 คนก็คนล่ะ 100จังหวะกินข้าว ฝนดันตกซ่ะงั้น

แล้วแบบยังไม่ได้ขึ้นไป Mandalay Hills เลยง่ะทำไงดี จะลื่นไหม บลาๆ สรุปว่าตกแหมะๆ ก็เลยไปต่อ แล้วภาพที่นึกไว้ว่าต้องปีน ต้องเดินเยอะ กลับไม่ใช่อย่างที่คิดเลย คือพี่แท็กซี่ของเราขับขึ้นมาข้างบน แล้วก็ได้ยินคำนี้อีกแล้วคือ Take off your shoes. ก็ตามนั้น แต่ๆๆ คือเดินลงรถปุ๊ป เจอลิฟต์ปั๊บ เดินขึ้นไปสวยๆ เลยแหละ สะดวกสบายสุด

Mandalay Hill

บนนี้คล้าย วัดบนภูทับเบิกเลย แต่สะดวกสบายเวลาขึ้นมา ลมเย็น อีกอย่างช่วงเย็นๆ คนพื้นเมืองก็มากัน ฝรั่งตรึมงานดีมากขอบอกเลยค่ะซิสสส แต่ไม่ได้เยอะเวอร์ เดินเล่นแบบสบายๆได้ แต่เทียบกันแล้ว อยากไปชมพระอาทิตย์ตกที่สะพานอูเบ็งมากกว่า แฮร่แต่ทำไงได้มาแบบเวลาจำกัด ได้อย่างเสียอย่าง

เวลาก็ล่วงเลยไปถึง 6 โมงเย็นแล้ว เดินรอบเจดีย์แล้ว พระอาทิตย์ตกก็ไม่เห็นเพราะฟ้าปิด ก็เลยตัดใจกลับที่พักดีกว่า เพราะตกลงกับเขาไว้ว่าจ้างถึง 1 ทุ่มเท่านั้นจบวันด้วยที่นี่แหละ Mandalay Hills

ถือว่ายังเที่ยวสบายๆอยู่น่ะแล้วก็มุ่งหน้าไปที่พักที่จองไว้ ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ขอบอกเลยว่าที่พักดีง่ะ แล้วต้องรีบนอนเพราะพรุ่งนี้เช้าเราจะตื่นมาดูพิธีล้างหน้าพระนั้นเอง

[/col3]

2nd DAY : ส่งท้ายมัณฑะเลย์ ข้ามเมืองไป พุกาม (Bagan)

หลังจากเมื่อวานที่เราจบที่ Mandalay Hills ก่อนลงมาเราเจอแท็กซี่ชาวพม่า คือเราลองคุยกับแท็กซี่ที่เราใช้บริการอยู่บอกเขาว่าจะตะเวนเที่ยวช่วงมัณฑะเลย์ทางใต้มัณฑะเลย์ทางใต้มีที่เที่ยวประมาณ สะพานอุเบ็ง ประมาณนั้นแอบอ่านราคามา 20 ดอลลาร์แต่แท็กซี่เราคิด 30 ดอลลาร์ เลยตกลงปลงใจให้มารับตี 3 ครึ่งนะเพราะจะไปดูพิธีนี้

สรุปนางก็มาตรงเวลาเป๊ะ เราก็เดินทางกันไป แต่เมื่อคืนเรานอนไม่ค่อยหลับเท่าไร เพราะฟ้าร้อง ฝนตกเสียงดังมาก ระหว่างทางก็เห็นต้นไม้หักเต็มเลย คนขับรถบอกว่าเมื่อคืนพายุเข้า มินิใต้ฝุ่น ต้นไม้ริมถนนหักทั้งแถบ นึกถึงประกันเดินทางขึ้นมาเลย !!!

ไม่นานนักก็มาถึงวัดมหามุนี มาทันนั่งแถวหน้าเลยแหละ เวลาตี 3 ครึ่งเกือบตี 4 แต่วัดนี้ถือว่ามีความสวยงามมาก ทองอร่ามและสวยดี เวอร์วังอลังการ พร้อมกับ 3 สาวหน้าสด 55+

ถอดรองเท้าเดินวนไปจ้า นั่งไปสักพักคนก็มากันเต็มแล้ว ดีน่ะเราอยู่หน้าๆ เลยเวลาผ่านไปไม่นานเริ่มมีพิธีเปิดประตูเข้าไป เพื่อนสาว 2 สาวที่เราชวนมาด้วยนางก็สงสัยมานานมากแล้วว่า ล้างหน้าพระคืออะไร ? นางนึกว่าพระสงฆ์ล้างหน้ากัน 55+

ที่เกิดพิธีนี้ขึ้นมาเพราะชาวพม่าเชื่อว่า พระท่านยังมีชีวิตอยู่จึงต้องมีการล้างหน้าพระทุกเช้านั้นเอง และคนพม่าก็เชื่อว่าที่นี่เป็น พระศักสิทธิ์อันดับต้นๆของประเทศเลยก็ว่าได้ เมื่อเปิดประตูแล้วก็มีเสียงดนตรี คล้ายเสียงเวลาดูมวยไทย แต่ที่นี่เพราะดีฟังแล้วเพลิน เพื่อนเราก็พร้อมหลับ 55+

พิธีล้างหน้าก็ดำเนินไปเรื่อยๆ เริ่มที่พันผ้า แล้วก็ใช้ที่ฉีดน้ำฉีดที่พระพักต์แล้วก็มีการใช้ผ้าหลายผืนเช็ด ดูไปสักพักฝนก็ตกหนักลงมา เราเลยแอบเดินไปข้างๆเพื่อให้ได้ภาพอีกมุมพระมหามุนีองค์นี้งดงามมาก เมื่อเห็นข้างๆ จมูกสวยงาม

พิธีล้างหน้าพระ

เขาว่ากันว่าผู้หญิงห้ามเข้าใกล้พระ แต่บริเวณข้างๆเราคิดว่าน่าจะเป็นที่ๆใกล้มากๆแล้วแหละสำหรับผู้หญิงแบบเรา เอาเข้าจริงก็ประทับใจที่นี่มากเลยแหละแล้วก็ถึงตี 5 นิดๆก็เริ่มไปที่สะพานอุเบ็ง

ฝนยังตกอยู่เลยข้างนอก จะไปที่รถอย่างไรล่ะแบบนี้? อยู่ดีก็มีชายชาวพม่าคนนึงทักมาว่ามีแท็กซี่ยังอะไรทำนองนี้ ก็บอกว่ามีแล้วจอดรอตรงนั้น แต่ตอนนี้ฝนตกไม่รู้ต้องทำอย่างไร เพราะเดินไปนี่เปียกแน่ๆเขาก็ยื่นร่มมาให้พวกเรา 1 คันแล้วบอกว่า เดียวรอคุณตรงนี้นี่แหละที่เขาบอกว่า คนพม่าที่แท้จริงเขามีน้ำใจนะ เราก็เลยให้เพื่อนเรา 2 คนไปกันก่อนแล้วค่อยวนรถมารับเรา

ระหว่างทางไปสะพาน ฝนก็ตกตลอดเวลาจริงๆ ทำเราแอบถอดใจว่าแบบคงมองไม่เห็นอะไรแม้จะเป็นพระอาทิตย์ก็ตาม นั่งรถมาสักพักได้ เริ่มรู้สึกว่าพม่าขับรถกันได้อันตรายเหมือนกันนะ แบบขับๆบีบแตรกันทำเอาปวดหัวได้ ><

ขับมาสักพักก็มองเห็นทะเลสาป และ มองเห็นสะพานไม้อูเบ็งแต่ไกลๆ เป็นไปตามที่คาดหมาย หมอกลง บรรยากาศฝนเพิ่งหยุดตกจริงๆ อยากนั่งเรือเล่นก็ไม่มีบริการเราอาจมาเช้าไป

สะพานไม้อูเบ็งแห่งนี้ทำให้เรานึกถึงสะพานมอญที่ สังขละแต่ลักษณะการสร้างต่างกันอยู่ สิ่งที่คาดฝันคือ ต้องมีคนขายปู เพราะอยากลองชิม ต้องได้นั่งเรือ แต่มา 6 โมงเช้าขนาดนี้คือ ไม่พบอะไร 55+ ฝันสลาย

ภาพจาก Pixabay

เดินไปเดินมาก็เจอไกด์คนนั้นจริงๆ ทักทายกันไป เดินเล่นตามสะพานไม้ ข้อดีของการมาเช้าแบบนี้น่าจะเป็นการที่ได้พบเห็นธรรมชาติจริงๆ และ ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ทุกอย่างยังเป็นธรรมชาติคนที่นี่ยังก่อฟืนหุงข้าว ยังปะทานาคาแล้วแบกของไว้บนหัวพวกนางทำได้ไงง่ะ

ทะเลสาปตรงสะพานอูเบ็ง

เดินไปไม่นานนัก คาดแล้วว่าไม่พบอะไรแน่ๆ แม้กระทั่งคนขายปู 55+ เลยเอางี้ดีกว่าเดินกลับไปที่เดิม ซึ่งอยู่บริเวณวัดที่มีเณรเยอะๆ ซึ่งเราอยากได้ภาพถ่ายเณรเยอะๆแต่เณรเยอะๆจะออกมา 9 โมงเช้าตอนนี้ 7 โมงเช้า อดเห็นไปนี่แหละ

ถ้าเรามาเที่ยวในวันที่มากกว่านี้ เราคิดว่าจะพบเห็นอะไรสวยๆ ในเวลาที่ต่างกันไปมากกว่านี้แหละ แต่นี่มาในเวลาจำกัดเลยเดินเห็นเณรน้อยๆก็ได้ 55+ กับที่นี่ มหากัณดายงค์ (Maha Gandayon Monastery )

ไปเช้าแบบนี้ก็พอพบเห็นกิจวัตรประจำวันของเหล่าเณรบ้าง เหล่าเณรต้องมีการกวาดลานวัด ทั่วบริเวณ ขอบอกเลยว่าเดินแถวนี้เดินระวังนะ กับดักเยอะมากด้วยความที่ขี้หมามันสด ถ้ากวาดทีมันก็จะติดลากยาวที่พื้น 55+ เข้าใจน่ะคือตามจริงเขาก็คงอยากให้มันสะอาดนั้นแหละ แต่ใช้วิธีกวาดนี่ก็ไม่สะอาดอย่างที่คิดหรอกน่ะ 55+

นอกจากจะต้องเดินระวังแล้ว ที่นี่ใหญ่มากนะคะซิสสส เดินไปเดินมาก็หลงไป 55+ เราใช้เวลาหาทางออกแค่นี้ แล้วไปหาอาหารเช้ากินดีกว่า คอนเซปต์ที่บอกคนขับรถไปคือ อาหารเช้าพม่า และ ไม่แพงเข้าใจน่ะยู 55+

แล้วร้านที่เขาพามาก็คล้ายกับพวก สภากาแฟ บ้านเรานั้นแหละ ได้บรรยากาศจริงๆ ปกติอยู่กรุงเทพก็ไม่เคยตื่นมากินอะไรแบบนี้ค่ะซิสสส แต่ที่นี่ยังมีร้านแบบนี้อยู่ อาหารเช้าพม่าเป็น ปาท่องโก๋ยักษ์ โรตีใส่ไข่ ทาเนยถั่ว และ ชาพม่าอร่อยคือแอบเลี่ยนน่ะ

แต่มันก็อร่อยดี ยิ่งชานมนะ มันหอมอร่อยละมุนลิ้นดี เออลืมเล่า เราสังเกตเห็นว่าร้านอาหารบ้านของพม่ามักจะมีแก้ววางไว้ให้กินรวมกัน อย่าหวังว่าจะกิน ไม่ชินบอกตรงๆ สรุปมื้อนี้ 4 ชุด 90 บาทไทยได้ตกคนละ 30 บาทนั้นเอง อิ่มมากบอกเลย

อิ่มมากๆแล้วเราก็ไปต่อที่เที่ยวสุดท้ายสำหรับ Bagaya Kyaung ซึ่งอยู่ในโซน “อมรปุระ” อาณาจักรที่รุ่งเรืองก่อนจะมามัณฑะเลย์ แวะไปอยู่ที่เดียวคืออย่างที่บอก ที่นี่ต้องใช้บัตรเข้า บัตรที่ซื้อไว้เมื่อวานยังใช้ได้อยู่

ถ้าพูดถึงความเป็นศิลปะ ที่นี่สวยงามมาก แต่ไร้ผู้คน มีแต่นกเราอาจจะไปเช้าเกินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะภายในมีร่องรอยฝนตก และ มีหมานอนเต็มเลย 55+ นี่คือที่เที่ยวใช่ไหม พอเดินเข้าไปก็เจอขี้นกเป็นรังเลย โถ่ว Take off your shoes นี่วนเวียนในหัวมากอยู่ถ่ายรูปสักพักก็กลับ

ระหว่างทางกลับก็ถามคนขับเรื่องแลกเงิน และ การพาไปส่งถึงที่ขึ้นรถบัส มีการตกลงราคาเพิ่มขึ้นอีก 10 ดอลลาร์อะไรทำนองนั้น เพราะนางพาไปแลกเงินไกลถึง มัณฑะเลย์ส่วนเหนือปฎิเสธไม่ได้จริงๆ เรื่องการเดินทางเพิ่มแล้วโดนชาร์ตคือพาแวะที่ไหนก็มีการคุยเรื่องขอชาร์ตเงินเพิ่มตลอดแบบนั้นเราเลยตัดสินใจให้เขาส่งแค่ที่พัก

มัณฑะเลย์ พม่า

แล้วจะให้ที่พักเรียกรถให้ดีกว่าสรุปโดนชาร์ตไป 10 ดอลลาร์ ดังนั้นไม่ขอแนะนำสำหรับคนขับท่านนี้ แต่ก็เข้าใจน่ะ ตี 3 ถึง เกือบเที่ยงใช้เวลานานพอตัว แต่ตกลงกันไว้ แล้วผิดคำพูดมันก็ไม่โอเค ก็ยอมๆไปจบ >< สรุปแล้ววันนี้เที่ยวเพิ่มไปอีกดังนี้

กลับมาที่พัก เก็บของอาบน้ำกันใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ถึงเวลาที่ต้องโยกย้ายไปอีกเมือง ที่พักติดต่อรถให้เรียบร้อย ราคาถูกมากตกคนล่ะ 9,000 จ๊าด หรือ 300 บาทประมาณนั้น

รถจากมัณฑะเลย์ ไป พุกาม

แต่รถที่เรานั่งไปนี่สิ จอดรับคนกลางทาง แอร์ไม่เย็น อินดี้สุดๆว่าแล้วเชียวทำไมถูกจัง 55+ คือแบบกลิ่นหมาก กลิ่นตัว ตลบอบอวล ไหนจะเด็ก ไหนจะผู้ใหญ่ ฝรั่งตัวใหญ่ๆยิ่งน่าสงสาร ได้อารมณ์แบ็กแพคสุดๆ บนรถคันนี้

ขับไปสัก 1-2 ชั่วโมงก็จอดพักเพื่อให้เราได้กิน และ เข้าห้องน้ำ ความรู้สึกแบบเพลิงหมาแหงนมาก แต่พวกเราก็กินน่ะ 55+ อย่างเราไม่ค่อยรู้สึกอะไร เพราะลำบากมาเยอะ สงสารแต่เพื่อนค่ะซิสสส

อาหารข้างทางเครื่องเคียงครบเช่นกัน มัน เลยดับเลี่ยนด้วยของดองอาหารข้างทางเครื่องเคียงครบเช่นกัน มัน เลยดับเลี่ยนด้วยของดองแล้วก็กลับขึ้นรถปลากระป๋องแบบนี้อีก 55+ อยู่สบายๆไม่ชอบออกมาลำบากซะงั้น แล้วเราก็ว๊าปไปโผล่ที่ พุกาม ตอนเย็นกัน ป่ะแล้วก็กลับขึ้นรถปลากระป๋องแบบนี้อีก 55+

 28,132 total views,  1 views today