Burapa Eastern Thai Cuisine & Bar by Sri Trat รีวิว รสชาติอาหารจากรถไฟสายบูรพา สู่ปลายทางภาคเหนือ

Burapa Eastern Thai Cuisine & Bar by Sri Trat รีวิว – จะมีสักกี่ร้านในกรุงเทพคะซิสสส ที่เหมือนพาเราหลุดเข้าไปในโลกขบวนรถไฟไฮคลาสแห่งความฝันในยุค 1940 แล้วมีมื้ออาหารที่ตรึงตาตรึงใจในรสชาติ และความ Create สมกับรางวัล บิบ กูร์มองด์ ปี 2021 ตามคุณผึ้งมา 6 August Journey จะพาไปสัมผัสบรรยากาศ และ อาหารที่นี่กัน

ที่ไหน ยังไง?


ร้านอาหาร: Burapa Eastern Thai Cuisine & Bar by Sri Trat
เวลา: เปิดให้บริการทุกวัน ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 17:30-23:00 (จนกว่ารัฐท่านจะอนุญาตให้เปิดดึกไปกว่านี้)
ราคา: Tasting Menu 2,200 Baht/ท่าน
Facebook: https://www.facebook.com/BurapaEasternThai
Website: http://www.burapa.net/
การเดินทาง
: BTS สถานี นานา หรือ MRT สถานีเพชรบุรี
มีที่จอดรถ: มี
ช่องทางชำระเงิน: ทุกช่องทาง

การเดินทางครั้งนี้เราจะเริ่มออกเดินทานไปกับรสชาติอาหาร ที่ตั้งต้นจากภาคตะวันออก (บูรพา) มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทยโดยมี พี่แอ็ค-วงศ์วิชญ์ ศรีภิญโญ และ พี่ตั้ม นนทวรรณ จิตวัฒนากร จะเป็นผู้พาเราเดินทางผ่านรสชาติอาหาร แต่บรรยากาศร้านเหมือนนั่งใน Orient Express

พี่แอ็ค พี่ตั้มเล่าอย่างสนุกสนาน และ สัมผัสได้ได้เลยว่าเขามีความสุขขนาดไหน ที่ได้หยิบวัตถุดิบ Local จากภาคตะวันออก มาเจอกับวัตถุดิบอาหารเหนือ แต่ฟิวชั่นได้อร่อย เหนือชั้นสุดๆค่ะซิส คุณผึ้งกล้าบอกเลยว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตควรได้ลองทานร้านนี้ !!!

ร้าน Burapa Eastern Thai Cuisine & Bar by Sri Trat ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 11 ในตึกแถวที่มี 3 ชั้นโดยชั้นแรกจะได้บรรยากาศบาร์ ส่วนชั้นที่ 2 จะเข้าสู่บรรยากาศของตู้รถไฟหรูหราที่ชนชั้นสูงยุโรป

และแน่นอนว่า ตอนนี้คุณผึ้งกำลังจะเดินทางไปพร้อมกับหญิงสาวที่ชื่อ ศรีตราด ที่รู้จักอยู่แค่ส่วนผสม วัตถุดิบของอาหารในภาคตะวันออกเท่านั้น แต่ตอนนี้เรากำลังจะมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือไปกับสาวชาวตราดคนนี้กัน

Burapa Eastern Thai Cuisine & Bar by Sri Trat รีวิว

ก่อนอื่นหาที่นั่ง และหาที่เก็บกระเป๋าเดินทางกันก่อน บรรยากาศร้านทำออกมาได้เหมือนบนรถไฟมาก เตรียมตัวให้พร้อมรถไฟขบวนนี้กำลังจะออกจากชานชาลาแล้วค่ะซิส ไปสำรวจเมนูกัน

เริ่มที่เมนู Starter ที่รู้สึกหลงรักที่นี่ตั้งแต่คำแรก กับ ปูสาคูดีหมึก ที่พี่แอ็คเล่าว่า คำนี้เขาเอาสาคูมาผสมดีหมึกให้มีความเค็ม จากนั้นเอาไปอบ และ ทอด ส่วนข้างบนจะเป็นเนื้อปูก้อนจากแหลมศอก (เกาะกูด จังหวัดตราด) แล้วนำไปทำเป็นพล่า โรยด้วยกระเจี๊ยบดอง และ ส้มมะปี๊ด (ส้มจี๊ด) ผสมกับน้ำผึ้งขึ้นเป็นเจลลี่ อร่อยแบบในปากสามารถแยก layer ของรสชาติ เค็ม เปรี้ยว หวาน แซ่บได้ชัดมาก !!!

คำถัดมา กระทงทองน้ำพริกปลาย่างใบชะมวง ใช้ปลากรวดแห้งไปยำกับใบชะมวง (ที่เป็นน้ำพริกใบชะมวง) โดยใช้ใบชะมวงอ่อน โรยด้วยมะเขือเทศคลุกด้วยน้ำส้มและใบเซียง

คำสุดท้ายของ Starter คือ เมี่ยงเนียมหูเสือปลาเห็ดโคลน โดยจะมีใบหูเสือจะเป็นใบที่ให้กลิ่นคล้าย ออริกาโน่ วางอยู่บนช้อนตามมาด้วยปลาเห็ดโคนยีฟู ครัมเบิ้ลที่ทำมาจากปลาเค็ม และมีหอมดองคอยตัดเลี่ยน จบแค่ Starter เราก็ซึมซับที่มาที่ไป รวมถึงวัตถุดิบพื้นบ้านของแต่ละคำที่ทานไปได้ชัดมาก พรีเมี่ยมสมราคาจริงๆค่ะซิสส

มาดื่มดำเมนู Soup กันต่อกับ แกงกระด้างมะเขือเทศดอยหอยหนาม ณ จุดนี้คือจะเริ่มเข้าสู่ภาคเหนืออย่างเป็นทางการแล้วค่ะซิส แกงกระด้างเป็นตัวแกงที่โดนอุณหภูมิต่ำแล้วเซตตัวเป็นก้อน มาเจอกับอาหารทะเล และมะเขือเทศดอย แล้วมีวุ้นพริกแกงส้มผสมมะเขือเทศเพทาย

โดยมะเขือเทศจะมีส่วนผสมของเหล้าเข้าไปด้วย และมีหนังปลาทอด ราดด้วยน้ำซุปที่มีความหวานมันและกลิ่นข้าวหอมมะลิ เพราะน้ำซุปผสมมาด้วยข้าว มะเขือเทศ และ กะทิสกัดเย็น (ที่ร้านนี้ และ ศรีตราด จะไม่ใช้กะทิกล่องเลย)

มาที่เมนูพิเศษ (ไม่ได้อยู่ใน Tasting Menu) แต่คุณผึ้งชอบเมนูนี้มาก (ติดดาวในใจ) สำหรับ ยำแมงกะพรุน ที่ผ่านการหมักกับมะนาว โรยด้วยถั่วตัด (คนตราดนิยมเอาถั่วตัดมากินกับแมงกะพรุน) และผักกาดเขียวที่มีกลิ่นวาซาบิไทยอ่อนๆ ผสมมากับวุ้นเสาวรส และ มะม่วงช่วยตัดเลี่ยน ที่สำคัญมีใบสะแงะด้วย ความเปรี้ยวของจานนี้เหมือนเปิดประสาทการรับรสของลิ้นขึ้นไปอีก !!

ตามมาติดๆกับเมนู Salad ของที่นี่สำหรับ กุ้งระคนซอสข้าวหมาก เป็นเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารโบราณของจังหวัดสุโขทัย โดยใช้ข้าวหมากมาหล่นเป็นซอส ราดบนมันแกวที่ถูกน้ำยำอัดเข้าไป (vacuum) ข้างล่างสุดจะเป็นกุ้งที่สุกด้วยการใช้อุณหภูมิต่ำกับน้ำมัน รวมทั้งยังมี มะม่วงหาวมะนาวโห่ดองอยู่ข้างล่าง ผสมผักสมุนไพรพื้นบ้านภาคเหนือ

จบจาก Salad เรามาต่อที่ Appetizer อย่าง หมึกอั่วฮังเลแกงพริก ลองนึกถึงไส้อั่วที่เขาจะยัดหมูและเครื่องแกงเข้าไปที่ไส้ แต่ที่นี่จะใช้ เนื้อหมู หอมแดง พริกไทยอ่อน เครื่องแกงฮังเล และ เครื่องเทศจากภาคเหนือ ยัดไปในปลาหมึกที่ทาด้วยซอสใบชะมวงหวานๆ เปรี้ยวๆ มาพร้อมซอสน้ําพริกแสนตุ้ง (แอบแซ่บ) พร้อมมะละกอดอง และ กระเจี๊ยบตัดเลี่ยน

เริ่มรู้สึกคุ้มแล้วค่ะซิส แต่นี่เพิ่งครึ่งทางเรามาต่อกันที่เมนู Noodle อย่าง ก๋วยเตี๋ยวแกงลิ้นวัว แต่ไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน เพราะพี่แอ็คได้รับแรงบันดาลใจจานนี้จากข้าวซอย แต่เป็นแกงกะหรี่ ที่ได้รับการสอนจากชาวมุสลิมที่บ้านน้ำเชี่ยว ในจังหวัดตราด ส่วนผสมที่น่าทึ่งคือ น้ำมะพร้าวน้ำหอมออแกนิคจากจังหวัดตราด และ ลิ้นวัววากิวจากทางภาคเหนือที่ผ่านการสตูว์มากว่า 10 ชั่วโมงกับเครื่องเทศ เสริฟพร้อมชะอมเทมปูระ แต่ใครไม่ทานเนื้อทางร้านก็ใส่แก้มหมูให้ค่ะซิส ขอบอกว่าชะอมอร่อยมาก !!! น้ำซุปคือ the best ส่วนเส้นเป็นหมี่ฮกเกี้ยน

ที่บอกว่าชะอมอร่อยมาก พี่แอ็คเล่าว่าผ่านการชุบแป้งมา 3 ชนิด แล้วทอดในน้ำมันที่อุณหภูมิไม่สุกจนเกินไป ค่อยๆทอด แบบ double fried รอบแรกเพื่อให้ข้างในนุ่ม รอบที่สองคือทำให้กรอบ ส่วนลิ้นวัวผ่านการ age มา 30 วัน !!! จะหาร้านแบบนี้ในประเทศไทยได้สักกี่ร้านค่ะซิส ใส่ใจทุกส่วนผสม

จานถัดไปไม่ ไม่ได้อยู่ใน Tasting Menu เป็นจานที่มีความฝอ แต่ใช้วัตถุดิบไทยทั้งสิ้น ข้างล่างจะใช้ถั่วจากภาคเหนือ ถั่วแระ ใบชาหมัก (กระบวนการทำให้ชาเปรี้ยว หวาน ฝาด) มาเพียวเร่ (Puree) มาเจอน้ำมันหูเสือ ส่วนข้างบนจะเป็นปลากะพงผ่านการซูวีกับน้ำมัน ที่โรยด้วยมะเขือเทศน้ำผึ้ง

มาที่เมนู egg กันบ้างมาในชื่อ หอมไข่ผ่า ที่เราสามารถทานไข่ออแกนิคเนื้อคัสตาด ที่จะเสริฟพร้อมข้าวคั่ว และ ไข่ผำออแกนิค ส่วนข้างล่างใครจะมีแยมลูกหม่อนหวานมัน มาผสมน้ำผึ้งปลาจากชาวปกาเกอะญอ ละมุนมาก ดีมากจากนี้

ถึงเวลาทานข้าวแล้วค่ะซิส มาในเมนู ข้าวดอยกั้นจิ้นยำ เนื้อวากิว ซอสแกงอ่อม กับ ไข่แดงดองน้ำปลากวน ก่อนอื่นต้องรู้จักข้าวกั้นจิ้นกันก่อน เขาจะใช้เลือดวัวมาขยำกับข่า ตะไคร้ ขยำกับข้าวเพื่อดับกินสาป แล้วเอาไปหุง จากนั้นเอามาผัดกับเคย ที่ได้มากจังหวัดตราด จึงเกิดเป็นข้าวยำ ส่วนเนื้อวากิวจะใช้ส่วนพิคาน่า (โคนห่าง) ผ่านการซูวีที่ 57.5 องศาประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนเอามาเซีย ทาด้วยแจ่ว

บนเนื้อจะมีพริกหนุ่มดอง และซอสแกงอ่อมผสมดีวัว ส่วนคนไม่ทานเนื้อจะใช้คอหมูแทนค่ะซิส มาพร้อมไข่แดงดอง 1 วันเต็มกับน้ำปลาจากตราด เสริฟพร้อมซุปหอยเงาะ ที่ผ่านการเข้าหม้อแรงดันทำให้เนื้อนุ่ม หรือเรียกอีกชื่อว่า เป๋าฮื้อไทยก็ได้ ผสมกับผักภาคเหนืออย่าง บักเอิก สีหมาก รากหอมชู และ รำข้าวแม่โขง ที่ถูกดึงแอลกฮอล์ออก เหลือเพียงกลิ่นข้าว

สุดท้ายเราก็เดินมาถึงของหวาน ในการเดินทางไปกับรสชาติอาหารครั้งนี้ โดยขนมหวานถ้วยนี้ไม่ได้อยู่ใน tasting menu แต่พี่แอ็คเอามาให้ลอง เพื่อใช้ปรับลิ้นก่อนจะทานของหวาน นำทัพด้วยส้มฉุนมาทำ Granity (เกล็ดน้ำแข็ง) ผสมขิง ทับทิม ตามมาด้วยสละจากภาคตะวันออก เคล็ดลับในการทานให้อร่อยคือ ทานเนื้อสละพร้อม gravity ความเปรี้ยวจะตัดกับความหวานได้อร่อยและสดชื่นมาก

แล้วก็เข้าสู่ขนมหวานใน tasting menu ที่สามารถเลือกได้คนละอย่างว่าจะทานอะไร หวีกล้วย กระยาสารท ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคนกำแพงเพชร แต่ทำพิเศษหน่อยตรงที่จะผสมกล้วยหอม กล้กล้วยตากผสมน้ำผึ้ง และ กล้วยน้ำว้า ส่วนอีกเมนูคือ ไอศครีมฟักทองขนมผิง ที่จะมีขิงบด ผสมไอศครีม ราดด้วยคาลาเมลอัลม่อนป่า ได้รับแรงบันดาลใจจากสุโขทัย

มาที่เมนูเครื่องดื่ม ยังมีส่วนผสมของวัตถุดิบแต่ละภาค อย่างบางแก้วมีส่วนผสมของฟักข้าวที่บ่งบอกความเป็นอีสานได้ชัด จะเปรี้ยวนิดนึง หรือใครจะไปคิดว่าจะมีเครื่องดื่มที่ได้รับ Inspire มาจากข้าวหลาม

Burapa Eastern Thai Cuisine & Bar by Sri Trat รีวิว

ที่โดนใจสุดขอยกให้เป็น the feel ที่เขาเอาส่วนผสมที่ทำให้นึกถึงเวลาเรานั่งรถไฟไปภาคอีสานจะเห็นทุ่งข้าวโพด ดื่มเข้าไปจะได้ความรู้สึกราวกับไปวิ่งในทุ่งข้าวโพดเลย !!!

สมกับเป็นขบวนรถไฟแห่งความฝัน ที่ค่ำคืนนี้มีความสุขมากค่ะซิส ลองนึกดูค่ะซิสว่าในชีวิตนี้จะหาอาหารที่อร่อยสุดๆ แบบนี้ได้สักกี่ที่บนโลกใบนี้ เป็นร้านที่คู่ควรสำหรับรางวัล บิบ กูร์มองด์ ปี 2021 แบบหาที่ติไม่ได้แน่นอน

ถึงเวลาโบกมือลา ศรีตราดแล้ว คุณผึ้งสัญญาว่าจะกลับมาใหม่ ในวันที่เธอจะเดินทางไปภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ ตั้งตาคอยค่ะซิส

Burapa Eastern Thai Cuisine & Bar by Sri Trat รีวิว
Burapa Eastern Thai Cuisine & Bar by Sri Trat รีวิว
Burapa Eastern Thai Cuisine & Bar by Sri Trat รีวิว

 1,027 total views,  3 views today