คู่มือเที่ยว “Hong Kong” ด้วยตัวเองพาสไหน “ต้องมี” จุดไหนต้องไป ที่นี่มีคำตอบ

ฮ่องกง – เออ…วันนั้นอะแกได้ยินที่เราพูดใช่ไหม ? จุดตัดจากเอ็มวีที่สร้างความพีคให้อารมณ์อย่าง “เป็นทุกอย่าง” ของวง Room 39 ที่เราเชื่อว่าทำให้หลายๆคนอิน และอยากไปตามรอยเอ็มวีนี้สักครั้งวันนี้เราเลยมีเรื่องราวการเตรียมตัวดีๆ ที่เชื่อว่าเตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เทคนิคเหล่านี้ถูกแชร์อย่างไม่กั๊กโดยพี่โจแห่ง Diary2gether เราเลยขออาสารวบรวมมาให้ทุกคนตามรอยอีกที

 

Sim Card (เชื่อมต่อโลก)


Sim Card – ที่ใช้เชื่อมต่อโลกนั้นหลายคนแนะนำให้ใช้เจ้านี้ One2Free เพราะความแรงไม่ตกจริงๆโดยมีความสะดวกในหลายๆวิธีในการซื้อ อาจจะซื้อที่ฮ่องกงเลยก็ได้ หรือ สั่งซื้อตามเว็บไซต์ในไทยก็ได้ซึ่งมีบริการหลายเจ้าราคาจะอยู่ที่ 450-500 บาทไทย แล้วเขาก็จะส่งมาที่อยู่เราเอง เลือกด้วยนะว่าจะเป็นแบบ Nano sim หรือ Micro sim เมื่อจัดการได้ซิมส์มาอยู่ที่ตัวแล้วก็ถึงเวลาเปิดใช้เมือไปถึงฮ่องกงโดยในบัตรจะมีเงินอยู่ 100HKD เราสามารถเลือก Package ที่อยากใช้ได้เลยโดยเมื่อเสียบซิมส์ให้เข้าไปที่ Browser แล้วจะมีแพ็คเกจต่างๆให้เราเลือกที่สำคัญสามารถแชร์ Hot Spot ได้ด้วยแชร์ค่าใช้จ่ายไปในตัว
** ถือเป็นหนึ่งในเคล็ดลับช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอินเตอร์เน็ตเมื่อแชร์กันได้**

 

 

Octopus Card (ใช้ในการเดินทาง)


Octopus Card – บัตรนี้ถือเป็นความดีงามพระรามเก้าเลยค่ะ อย่างที่รู้ๆกันว่าที่ฮ่องกงเขาจะมีบัตรอเนกประสงค์แบบนี้ที่สามารถใช้ขึ้น MTR รถเมล์ และที่ดีงามไปกว่านั้นคือ บางร้านมีส่วนลดถ้าจ่ายด้วยบัตร Octopus Card ช่วยให้การดำรงชีพในฮ่องกงไปได้ไม่มากก็น้อย มาพูดถึงการได้มาของบัตรใบนี้บ้าง ซึ่งสามารถซื้อได้ที่ counter customer service ที่ Airport และ MTR ทุกสถานี โดยซื้อครั้งแรกเขาจะบังคับซื้อ 150HKD เป็นมัดจำ 50HKD เงินที่ใช้ได้ 100HKD แต่ตอนไปแลกคืนบัตรถ้าถือบัตรไม่ถึง 3 เดือน เขาจะหักค่ามัดจำ 9HKD ทำให้ได้คืน 41HKD **ดังนั้นแล้วถ้าคนรอบตัวเคยไปแนะนำให้ยืมคนรอบตัวแล้วเติมเงินเอง เทคนิคที่อยากฝากไว้จ้า อีกเรื่องที่ฝากไว้คือ ซื้อตรง counter customer service บริเวณทางออก B จุดนี้คนจะน้อยกว่าจุดอื่นๆ**

 

 

Disney land (ดินแดนแห่งความฝัน)


บัตร Disney Land – ปกติแล้วไม่ว่าผึ้งจะเที่ยวดีสนีย์แลนด์ทั้งฝั่งญี่ปุ่น และ ฮ่องกง เราจะพยายามซื้อจากเมืองไทยไปเลย เพราะดินแดนแห่งนี้ขึ้นชื่อสุดๆว่าแถวในการซื้อตั๋วยาวมาก ถ้าไปสายนี่พลากโอกาสในการเล่นเครื่องเล่นดีๆแน่ อาจต้องไปยืนรอนานกว่าปกติ โดยเราแนะนำให้ซื้อ Live Ticket ล่วงหน้าจาก agency จากเมืองไทยได้เลย ราคาตอนนั้นก็ 2,070 บาทต่อใบ ซึ่งเมื่อคิดด้วยราคาถ้าไปซื้อหน้างานก็ราคาซื้อจากเมืองไทยไปถูกกว่าหลายร้อยบาทเลย มีหลานเจ้าให้เลือกเพราะฮ่องกงถือว่าเป็นอะไรที่มีบริการมานานมาก และ เป็นที่่นิยมของเมืองไทย ยังไงก็เลือกซื้อหาตามเว็บไซต์ที่ไว้ใจได้จะดีที่สุด

การเดินทางมา Disney Land – มี 2 วิธีให้เลือกกัน
1. ใช้ Tsim Sha Tsui station แล้วใช้ MTR สาย Tsuen Wan line ไปลงที่ MTR Lai King station แล้วเปลี่ยนไปใช้สาย Tung Chung line ไปลง Sunny Bay Station แล้วค่อยต่าสาย Disneyland Resort line

2. ใช้ East Tsim Sha Tsui station (ที่ Tsim Sha Tsui จะมีสถานี MTR 2 สถานีนะ คือ Tsim Sha Tsui และ East Tsim Sha Tsui ครับ ซึ่งสามารถเดินใต้ดินเชื่อมกันได้)
ถ้าใช้สถานีนี้ ต้องนั่ง West Rails Line ไปลงที่ Nam Cheong station แล้วเปลี่ยนไปใช้สาย Tung Chung line ไปลง Sunny Bay Station แล้วค่อยต่าสาย Disneyland Resort line

 

 

ที่พักราคาประหยัด


ที่พักฮ่องกงขึ้นชื่อเลยว่ามีที่พักราคาแพงมาก ลำพังแค่บุคลากรของเขานั้นก็อยู่กันค่อนข้างแออัด ดังนั้นเรื่องที่พักฮ่องกงจึงมีตัวช่วยดีๆอย่าง Traveloka มาช่วยเพราะ Traveloka คัดทั้ง 400 กว่าที่พักมาให้เราเลือกบนเกาะฮ่องกงเล็กๆแห่งนี้ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษหลากหลายที่เราสามารถพบเจอได้สลับเปลี่ยนไปในแต่ล่ะวัน อาจจะลด 10% สำหรับที่พัก นั้นก็เป็นสิ่งที่ช่วงให้เราประหยัดไปได้เยอะสำหรับการเดินทางครั้งนี้ ที่สำคัญคอมเมนต์ใน Traveloka จะช่วยเราเลือกที่พักได้ดีด้วย ถือว่าถูกใจเจ้สุดๆ
**เลือกจองที่พักกับ Traveloka ช่วยประหยัดงบที่พักไปได้ 10-15% เพราะโปรโมชั่นหลากหลาย**

 

การเดินทางใน Hong Kong (รถเมล์ และ MTR)


MTR – ลักษณะจะคล้าย MRT บ้านเรามากแต่มีความเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่คือ ทุกสถานีจะมีชื่อสถานีชัดเจน หลายๆคนชอบถ่ายรูปคู่กับชื่อสถานีสีสันหลากหลายไม่ซ้ำแบบ ไปแรกๆอาจจะหลงบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แล้วสักพักจะปรับตัวได้อัติโนมัติ ความดีงามของ MTR ที่นี่อีกเรื่องเลยคงจะเป็นของที่ขายบริเวณนี้ค่ะ เพราะมีพวกซูชิ 3 เหรียญ ของกินมากมายให้เลือกกินเยอะมากทำให้การเดินทางประหยัดเวลาช่วงกินไปได้เยอะมาก แถมสถานีต่างๆก็คลอบคลุมที่เที่ยวได้เยอะจ้า
***คำแนะนำเล็กน้อยสำหรับนักท่องเที่ยว ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วย MTR หรือ ระบบขนส่งสาธารณะต่างๆในช่วงเวลาเร่งด่วนครับ คือ 7.30 – 9.00 (ตอนเช้า) และ 17.00 – 19.00 (ตอนเย็น) เพราะคนจะแน่นมาก***

รถเมล์ – ถือเป็นไปตามประเทศที่เขาพัฒนาแล้วทุกประการ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เพราะป้ายรถเมล์จะชัดเจนมาก และบนรถก็จะมีป้ายไฟ พร้อมเสียงบอกชัดเจนมาก ขึ้นไม่ผิด ลงก็ไม่ผิดแน่นอน คนที่กำลังจะไปฮ่องกงแล้วอยากไป Repulse Bay หรือ Ocean park เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องขึ้นรถเมล์ดังนั้นไม่ต้องกังวลใดๆทั้งสิ้นในการขึ้นรถเมล์ ส่วนข้อห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงคือ ***ห้ามลืมแตะบัตร Octopus ทั้งขาขึ้นและขาลงเด็ดขาดไม่งั้นจะเสียเงินเกินความเป็นจริง***

 

 

The Peak (แลนด์มาร์ฮ่องกง)


The Peak – มุมมหาชนที่คนมาเที่ยวฮ่องกงแล้วจะไม่พลาดที่จะมาถ่ายรูปบริเวณนี้ โดยบริเวณนี้จะสามารถขึ้นมาได้ด้วยกระเช้า The Peak Tram ซึ่งมีบัตรขายที่ไทย หรือจะมายืนต่อแถวซื้อที่นี่ก็ตามสะดวกอีกเช่นเคย แต่สิ่งที่ทำให้ที่นี่ความแตกต่างคือ เมื่อขึ้นมาข้างบนแล้วจะพบว่ามันจะมีมุมมหาชนแบบ 2 มุมคือมุมซ้ายที่ไม่ต้องเสียเงิน กับมุมขวาที่สวยกว่าแต่ต้องเสียเงินก็สุดแล้วแต่เราว่าจะยอมเสียเงินเพิ่มขึ้นไหม โดยบริเวณนี้ก็จะมี The Peak Tower ที่มีรูปร่างแปลกตาเป็นเอกลักษณ์ไปอีกแบบดังนั้นก่อนขึ้นมาควรวางแผนดีๆว่าจะซื้ออะไร เข้าอะไรบ้างจะดีที่สุด
ค่าใช้จ่าย 
ตั๋วชมวิวบน Sky Terrace 428
ผู้ใหญ่ HK $30 / เด็ก HK$ 15 (3-11ขวบ) / ผู้ใหญ่ HK$ 15 (65ปีขึ้นไป)

Sky Terrace 428 Opening Hours 
10:00am – 11:00pm (Mon – Fri)
8:00am – 11:00pm (Sat, Sun & Public Holidays)

วิธีเดินทาง
– สาย 15C ไป The Peak Tram (รถราง) ขึ้นจาก ท่าเรือ Star Ferry ประมาณ terminal 7
– สาย 15 ไป The Peak ขึ้นจาก ท่าเรือ Star Ferry ประมาณ terminal 5

 

 

A Symphony of Lights (แสงสีสุดโรแมนติค)


A symphony of life – ได้ชื่อว่าเป็น ‘World’s Largest Permanent Light and Sound Show’ ในการบันทึกสถิติโลก ลงกินเนสส์ บุ๊คเนส ประกอบไปด้วยแสงสี และเลเซอร์สุดอลังการ พร้อมด้วยดนตรี จิตวิญญาณ และความแตกต่างของฮ่องกง การแสดงจะมีทั้งหมด 5 ธีม : การตื่น,ความมีชีวิต, มรดก, พันธมิตร และฉากจบ เป็นการแสดงให้ชมฟรี ในแบบสาธารณะไม่ต้องซื้อบัตรเข้าชมโดยเราสามารถรับชมได้ทุกคืนพร้อมจิบจิมซาโจ่ย บริเวณริมน้ำระหว่าง อเวนิว ออฟ สตาร์ และด้านนอกของศูนย์วัฒนธรรมฮ่องกง บริเวณด้านนอกของ Golden Bauhinia Square ในวันไจ๋ (เสียงบรรยายสดภาษาอังกฤษมีทุกวัน จันทร์ วันพุธและวันศุกร์
***ถือเป็นงานเล่นใหญ่ที่จะได้ดูกันฟรีๆดังนั้นอย่ามาผิดเวลาไม่งั้นอาจจะอดได้จ้า***

เวลา: 20.00 น. ทุกวัน เวลาในการแสดง 13 นาที

 

HK Observation Wheel (ชิงช้าสวรรรค์)


HK Observation wheel – อีก 1 จุด ท่องเที่ยวใหม่ ที่เพิ่งเปิดเมื่อ พ.ย.57 ที่ผ่านมานี่เองก็คือ HK Observation Wheel ตั้งอยู่ที่ท่าเรือ Star Ferry ฝั่ง Hong Kong ประมาณ Terminal 9 แอบไปสืบมาว่าค่าขึ้นคนละ 100HKD / 1 รอบ / 15-20 นาทีต่อรอบ ถ้าให้คะแนนความงามแล้วเราว่าวิวยามค่ำคืนจะสวยกว่ากลางวันแน่ๆนอนดังนั้นถ้าใครที่แพลนที่จะขึ้น ควรกะเวลาให้ดีเพื่อนไม่ให้ชนกับรอบการแสดงแสงสีที่จะมีทุกวันนั้นเองโดย เราสามารถนั่งชมเมืองฮ่องกงตอนกลางคืนและชมวิวอ่าววิคตอเรีย ซึ่งมีความสูง 60 เมตร มีกระเช้าบนชิงช้าทั้งหมด 42 อัน โดยแต่ละอันนั่งไดประมาณ 8 คน เมื่อเทียบกับ Singapore Flyer แล้ว ที่ฮ่องกงจะมีขนาดเล็กกว่า แต่ละรอบนั้นจะใช้เวลานั่งประมาณ 20 นาที ทั้งหมด 3 รอบ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการนั่งชิงช้าสวรรค์ก็คือช่วงที่พระอาทิตย์ตกดิน ดวงอาทิตย์จะค่อยๆลับขอบฟ้า พร้อมกับวิวตึกสูงของฮ่องกงที่ค่อยๆเริ่มเปิดไฟสว่างไสว

 

Ganbei Yakitori (ร้าน Local จากเพื่อน Loacal)


Ganbei Yakitori – โดยบอกว่าร้านนี้เป็นร้านที่ชาว Office ฮ่องกง ชอบมานั่ง Hang Out กันมากๆ ซึ่งถ้าเป็นคืนวันศุกร์และเสาร์คนจะเยอะมากโชคดีที่เพื่อนพี่โจโทรไปจองไว้ให้ก่อนแล้ว เลยมีที่นั่งสบายๆ ด้วยความที่เลือกร้านนี้มาเล่าคือ ร้านเขาจะชิลๆ มีเบียร์มีของปิ้งย่างๆอร่อยๆให้เราได้นั่งชิล แต่มันจะมีเกมๆหนึ่งที่ทำให้มันแปลกว่าทุกที่ก็ตามภาพที่เห็นเลย สามารถจูบกันได้แบบ No condition จะเป็นชายชาย หญิงหญิง หญิงชาย ก็ได้หมดโดยไร้เงื่อนไขแล้วจะได้รับโปรโมชั่นแถม 1 ช็อตอะไรทำนองนี้ 55+ เราว่ามันเป็นอะไรที่แปลกดีเมื่อพี่โจ เลือกจะแชร์เรื่องนี้ให้เราได้อ่านกัน

มาอย่างไร
เริ่มจาก Sasa ร้านใหญ่ๆ บนถนน Kimberley จากร้าน Sasa หันหน้าเข้าหาร้าน ให้เดินไปทางซ้ายครับ เดินตรงไปยาวๆ เลย แล้วเลี้ยวขวาเข้า ถ.Austin Avenue เลี้ยวขวาแล้วก็ตรงยาวๆ เข้าไปเลย

***ทางที่ดีเปิด Google Map ไปด้วยดีกว่าถ้าอยากได้บรรยากาศ Local แต่ต้องจองถ้าเป็นวันหยุด เพราะที่นี่นิยมมาก***

 

ของฝาก !!!


เรื่องนี้เราจะพูดกันยาวหน่อย มาเที่ยวทั้งทีของฝากต้องไม่ Made in Thailand นะโดยที่ของฝากครั้งนี้เราจะเน้นไปที่เราขนมน่ากินที่หาซื้อไม่ได้ที่เมืองไทยตามภาพเลย มันจะน่ารักจนไม่กล้ากินคงถูกใตจสาวๆหลายคนเป็นแน่แท้ แต่ที่อยากแชร์คือมันจะมีร้าน 2 ร้านที่อยากแนะนำให้ไปซื้อคือ

1.) Market Place เป็น supermarket มีหลายสาขาเลย

พวก Collon, ทาร์ตไข่ กับ พุดดิ้งมะม่วงแสนอร่อย โดยสมัยก่อนเคยจำได้ว่ามีขายตาม Seven แต่หลังๆ หาซื้อไม่มีแล้ว เดินดูอยู่หลายที่มาเจอข้างๆ โรงแรมนี่เองที่ Market Place Supermarket ขั้น B1 ห้าง K11, Tsim Sha Tsui  ไปเดินที่ Market Place สาขาอื่นก็ไม่มีนะเพื่อนที่อยู่ฮ่องกงบอกว่า อีกที่ที่น่าจะมีคือ Wellcome Supermarket รู้สึกได้ถึงความเป็น Rare Item สุดๆสำหรับขนมชิ้นนี้
โดยที่นี่มีขายแต่เป็นแบบกล่องใหญ่นะ ราคาประมาณ 92 HKD 1 กล้องมี 12 กล่องย่อย กล่องเล็กๆ กล่องนึง 5-6 ชิ้น ซื้อไปแจกคนในที่ทำงานได้ทั้วถึงอยู่นะสำหรับขนมเหล่านี้นอกจากนั้นยังมี Steam Cake สอดไส้เมล่อนครับ ราคา 65HKD อันนี่ก็อร่อยพอได้อยู่นะ แถม packaging ยังเหมาะกับการให้เป็นของฝากเลยทีเดียวแวะร้านเดียวสามารถนำไปฝากได้เยอะพอตัวเลยแหละสำหรับ Packaging ที่เขาทำขึ้นมา

นอกจากนั้นยังมี Cheese Tart ราคา 65HKD เหมือนกัน แต่ packaging ดูดีอีกเช่นกันแล้วก็มีขนมน่ารักๆ เพียบเลย ราคาก็อยู่ที่ 60-110 HKD ส่วน packaging จะแนวเดียวกันหมดเลยครับจะต่างแค่สีกับลายบนกระดาาห่อเท่านั้น อยากจะซื้อกลับมาซะทุกแบบเลย จะดีมากถ้ามีให้ชิมทุกอย่างเพราะเราจะได้เลือกได้ถูกต้องด้วย

2.) Prize Mart ไม่แน่ใจว่ามีสาขาหรือไม่นะครับ แต่สาขานี้อยู่บน ถ.Kimberley  อยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ กับ Kimberley Hotel ของที่นี่ส่วนใหญ่ราคาจะไม่สูงมาก ถ้าเทียบกับที่อื่นๆ เหมาะมากเวลาอยากมาหาซื้อขนมไปฝากเพื่อนเยอะๆ

ถือเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เราเอามาฝากกัน สำหรับใครมีแพลนจะไปฮ่องกงก็สามารถนำเทคนิคเหล่านี้มาใช้กันได้ ทั้งเรื่อง Pass ต่างๆ การจองที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวและของฝากสุดแสนน่ารักที่อยากจะซื้อกลับไปให้ครบ เราหวังอย่างยิ่งว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในการตามรอยไปฮ่องกงจ้า – 6 August Joureny ขอบคุณทุกการติดตามรวมทั้งเรื่องเล่าดีๆจาก Dairy2Gether ด้วยค่ะ

9,959 total views, 4 views today